Switch to: uk
23 June 2017 21:49PM
29 Jul 14

เทรนด์ใหม่มาแรง เศรษฐกิจแบบหมุนเวียน

Written by ฐานเศรษฐกิจ
Rate this item
(0 votes)
เศรษฐกิจแบบหมุนเวียน (circular economy)เป็นรูปแบบเศรษฐกิจทางเลือกใหม่ ที่เน้นการบริโภคอย่างชาญฉลาด มีการแบ่งปันและคืนประโยชน์สู่สังคม อีกทั้งยังเน้นการประหยัด ซึ่งแน่นอนว่า มันช่างสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังชะลอตัว ค่าครองชีพสูงขึ้น และทรัพยากรธรรมชาติก็กำลังร่อยหรอลงทุกทีๆ
ในขณะที่โลกกำลังแสวงหาหนทางที่จะขับเคลื่อนธุรกิจและการลงทุนในด้านต่างๆไปสู่รูปแบบที่ยั่งยืน เป็นมิตรกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม รูปแบบการดำเนินธุรกิจจึงต้องมีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายดังกล่าว ผู้ประกอบการหลายรายเข้าร่วมกระแสที่เรียกว่า การดำเนินธุรกิจแบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ด้วยการพัฒนาสินค้าที่ 1) มีความทนทาน ใช้งานได้ยาวนานยิ่งขึ้น นั่นหมายรวมถึงการส่งผ่าน หรือตกทอดให้คนที่ได้ใช้สินค้านั้นๆมีจำนวนมากขึ้นด้วย 2) สามารถปรับให้มีสมรรถนะสูงขึ้นด้วยวิธีการที่ไม่ยุ่งยาก โดยผู้บริโภคสามารถทำได้เอง เช่น แกะหรือถอดชิ้นส่วนที่เก่าหรือตกรุ่นออกไป แล้วซื้อชิ้นส่วนใหม่มาประกอบเข้าไปได้ด้วยตัวเอง 3) สามารถนำไปเข้ากระบวนการรีไซเคิล เพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ใหม่

เศรษฐกิจแบบหมุนเวียน (circular economy) เป็นรูปแบบเศรษฐกิจทางเลือกใหม่ ที่เน้นการบริโภคอย่างชาญฉลาด มีการแบ่งปันและคืนประโยชน์สู่สังคม อีกทั้งยังเน้นการประหยัด ซึ่งแน่นอนว่า มันช่างสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังชะลอตัว ค่าครองชีพสูงขึ้น และทรัพยากรธรรมชาติก็กำลังร่อยหรอลงทุกทีๆ

 

ในขณะที่โลกกำลังแสวงหาหนทางที่จะขับเคลื่อนธุรกิจและการลงทุนในด้านต่างๆ ไปสู่รูปแบบที่ยั่งยืน เป็นมิตรกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม รูปแบบการดำเนินธุรกิจจึงต้องมีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายดังกล่าว ผู้ประกอบการหลายรายเข้าร่วมกระแสที่เรียกว่า การดำเนินธุรกิจแบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ด้วยการพัฒนาสินค้าที่ 1) มีความทนทาน ใช้งานได้ยาวนานยิ่งขึ้น นั่นหมายรวมถึงการส่งผ่าน หรือตกทอดให้คนที่ได้ใช้สินค้านั้นๆมีจำนวนมากขึ้นด้วย 2) สามารถปรับให้มีสมรรถนะสูงขึ้นด้วยวิธีการที่ไม่ยุ่งยาก โดยผู้บริโภคสามารถทำได้เอง เช่น แกะหรือถอดชิ้นส่วนที่เก่าหรือตกรุ่นออกไป แล้วซื้อชิ้นส่วนใหม่มาประกอบเข้าไปได้ด้วยตัวเอง 3) สามารถนำไปเข้ากระบวนการรีไซเคิล เพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ใหม่

 

งานวิจัยของบริษัท เจดับบลิวที อินเทลลิเจนซ์ ภายใต้หัวข้อ เศรษฐกิจแบบหมุนเวียน (The Circular Economy) เปิดเผยว่า ในปัจจุบันมีบริษัทธุรกิจยักษ์ใหญ่ระดับโลกจำนวนหนึ่ง อาทิ พูม่า เอชแอนด์เอ็ม ฟอร์ด และอิเกีย ที่ได้ปรับปรุงรูปแบบการดำเนินธุรกิจเป็นรูปแบบใหม่ที่ก่อให้เกิดการปฏิรูปในอุตสาหกรรมซึ่งเป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกับสถานการณ์โลกและตอบโจทย์ปัญหาด้วยมุมมองใหม่ๆและการแก้ไขรูปแบบใหม่

 

มาเรียน แบร์โลวิตซ์ ผู้อำนวยการฝ่ายจัดทำวิจัยของเจดับบลิวที อินเทลลิเจนซ์ ให้ความเห็นว่า ประเด็นเศรษฐกิจแบบหมุนเวียนเป็นเรื่องสำคัญไม่เพียงเพราะมันเป็นรูปแบบที่ดีที่สิ่งแวดล้อมและโลกของเรา แต่เพราะมันอาจเป็นจักรเฟืองสำคัญที่นำไปสู่ความแข็งแกร่งของธุรกิจในระยะยาวก็เป็นได้ ประโยชน์ที่เห็นเด่นชัดของการดำเนินธุรกิจในรูปแบบนี้คือ ผู้ประกอบการหรือผู้ผลิตไม่จำเป็นต้องทำบางขั้นตอนของการผลิตซ้ำสองหรือซ้ำหลายครั้ง ตัวอย่างเช่น ไม่จำเป็นต้องปลูกฝ้ายซ้ำอีก เพราะสามารถนำผลผลิตรอบแรกไปรีไซเคิลกลับมาใช้ใหม่

 

การเน้นผลิตเพื่อให้สินค้านั้นสามารถนำกลับมาใช้อีก (re-use) หรือนำไปเข้ากระบวนการเพื่อเปลี่ยนรูปแบบไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น (re-cycle) แทนการผลิตสินค้าใหม่เลยทั้งกระบวนการจึงเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจรูปแบบใหม่นี้

 

การวิจัยพบว่า หากนำรูปแบบนี้มาใช้ ภาคการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคจะสามารถประหยัดต้นทุนได้ราว 7 ร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และจะมีการสร้างงานใหม่ทั่วโลกราว 1 แสนตำแหน่งในภาคการผลิตและการรีไซเคิลภายในระยะเวลา 5 ปีหลังจากที่นำรูปแบบใหม่นี้มาใช้ อย่างไรก็ตาม การเริ่มต้นย่อมมีอุปสรรคและความท้าทายมากมายสำหรับเจ้าของธุรกิจ

 

ประการแรกคือ ผู้ประกอบการต้องปรับเปลี่ยนกระบวนคิด ต้องมีผู้บริหารที่สามารถจัดการระบบโลจิสติกส์แบบย้อนกลับ ต้องประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานมากขึ้น และต้องเปิดรับโอกาสใหม่ๆอย่างว่องไว  นอกจากนี้ ยังต้องมีกลยุทธ์ที่จะจูงใจให้ลูกค้าหรือผู้บริโภคยอมเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการที่พวกเขาอาจจะยังไม่คุ้นชิน ซึ่งนั่นอาจหมายถึงการเข้ามามีส่วนร่วมเป็นเจ้าของ หรือการยอมจ่ายสินค้าในราคาที่แพงขึ้นแต่มีความทนทานและใช้งานได้ยาวนานคุ้มค่าเงินที่จ่ายไป

 

นักวิจัยระบุว่า ความจริงแล้วการดำเนินธุรกิจแบบเศรษฐกิจหมุนเวียนนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ หากแต่เริ่มมีมาประมาณ 30 ปีที่แล้ว เพียงแต่เริ่มจุดติดและเกิดเป็นกระแสในช่วงระยะหลังๆนี้ โดยปรัชญาดังกล่าวได้กลายมาเป็นแรงจูงใจในการเปลี่ยนแปลงให้กับเจ้าของธุรกิจหลายรายในยุคปัจจุบัน และยังเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดยุคสมัยใหม่แห่งการบริโภค ทั้งนี้ มี หลายปัจจัยสำคัญที่ทำให้เจ้าของธุรกิจจำนวนมากหันมาสนใจดำเนินธุรกิจในรูปแบบใหม่นี้ ทรัพยากรมีจำกัดและบางอย่างก็ร่อยหรอจนเริ่มขาดแคลน  ราคาสินค้าโภคภัณฑ์และพลังงานทะยานสูงขึ้นมาก และ เทคโนโลยีมีพัฒนาการดีขึ้น ทำให้สามารถผลิตสินค้าที่ทนทานกว่าเดิมและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น เป็นต้น

 

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ทำให้การบริโภคแบบเดิมๆ ไม่ตอบโจทย์ใหม่ที่เกิดขึ้นและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในส่วนของผู้ผลิตสินค้าหรือเจ้าของธุรกิจ งานวิจัยชิ้นนี้ระบุว่า เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลง ผู้ประกอบการควรหยิบข้อแนะนำเหล่านี้ไปใช้ ยิ่งใช้มากก็จะยิ่งเห็นความก้าวหน้ามากขึ้น อาทิ

 

-ให้ลูกค้าเป็นเจ้าของชั่วคราว ยกตัวอย่าง บริการ เพย์ เพอร์ ลักซ์ (Pay per Lux) ของบริษัท ฟิลิปส์ ผู้ผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าและเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่จากเนเธอร์แลนด์ บริษัทคิดค้นบริการนี้ขึ้นด้วยแนวคิดที่ว่า ลูกค้าบางคน หรือบางกลุ่ม (เช่น ลูกค้าในรูปองค์กร) ต้องการเพียงแค่ไฟฟ้าใช้เท่านั้น แต่รูปแบบเดิมๆ ทำให้พวกเขาต้องซื้ออุปกรณ์ระบบไฟฟ้าทั้งหมดเพียงเพื่อใช้ไฟฟ้าและแสงสว่าง ดังนั้นฟิลิปส์จึงนำเสนอบริการ เพย์ เพอร์ ลักซ์ (Pay per Lux)โดยบริษัทจะมาติดตั้งระบบไฟฟ้าและแสงสว่างให้กับลูกค้า โดยบริษัทยังเป็นเจ้าของระบบและอุปกรณ์ทั้งหมด และจะมาดูแลซ่อมบำรุง รีไซเคิลชิ้นส่วนที่ทำได้ ส่วนลูกค้าเป็นผู้จ่ายค่าบริการติดตั้งและค่าใช้ไฟฟ้า

 

-สนับสนุนการขายสินค้ามือสอง อิเกีย เชนค้าปลีกสินค้าตกแต่งบ้านและเฟอร์นิเจอร์จากสวีเดน มีบริการจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ใช้แล้วหรือเฟอร์นิเจอร์มือสองทางอินเทอร์เน็ต ในกรณีที่ลูกค้าของอิเกียต้องการจะซื้อเฟอร์นิเจอร์ใหม่ พวกเขาสามารถฝากเว็บไซต์ของอิเกียจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเก่าออกไป วิธีการนี้ได้ประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย

 

-สนับสนุนการซ่อมแซมสินค้า พาทาโกเนีย ผู้ผลิตเสื้อกันหนาวจากสหรัฐอเมริกา ได้จัดทำแคมเปญ "วอร์น แวร์" (Worn Wear) ส่งเสริมการใช้งานเสื้อหนาวให้นานที่สุดเท่าที่อายุใช้งานจะอำนวย พร้อมจัดทำชุดอุปกรณ์ซ่อมแซมเสื้อผ้าออกมาจำหน่าย เพื่อส่งเสริมการเย็บซ่อมแซมเสื้อกันหนาวด้วยตนเอง แทนการทิ้งเสื้อเก่าไปซื้อตัวใหม่ หรือการส่งซ่อมตามร้านซึ่งสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากกว่า

 

-หาวิธีสร้างประโยชน์ใหม่จากขยะ  ตัวอย่างเช่นโครงการความร่วมมือระหว่างฟาร์เรล วิลเลี่ยมส์ (นักร้องเจ้าของเพลงฮิต Happy) กับบริษัทผู้ผลิตเส้นด้าย "ไบโอนิค ยาร์น" และบริษัทผู้ผลิตเสื้อผ้าแบรนด์ จี-สตาร์ รอว์ (G-Star RAW) จากประเทศสวีเดน ชื่อโครงการ "รอว์ ฟอร์ โอเชี่ยนส์" (RAW for Oceans) ซึ่งมีเป้าหมายรักษาสภาพแวดล้อมทางทะเล ด้วยการนำขยะพลาสติกที่เก็บได้จากท้องทะเลมาเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลเพื่อปั่นเป็นเส้นด้ายสำหรับผลิตเป็นกางเกงยีนส์

 

-ส่งเสริมการเก็บรวบรวมสินค้าใช้แล้วไปรีไซเคิล  แบรนด์ดังอย่าง เอชแอนด์เอ็ม (ผู้ค้าปลีกเสื้อผ้าและสินค้าแฟชั่น) และพูม่า (รองเท้าและเสื้อผ้าแฟชั่น) เป็นตัวอย่างองค์กรธุรกิจที่เชิญชวนและจูงใจให้ลูกค้านำเสื้อผ้าและสิ่งของที่ใช้แล้วมาให้ทางร้านนำไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ แทนการทิ้งเป็นขยะ ส่วนใหญ่สินค้าที่ทางร้านรับกลับมาเหล่านี้จะถูกนำไปรีไซเคิลเพื่อกลับมาใช้ได้ใหม่ในรูปแบบที่เก๋ไก๋ขึ้น อย่างกรณีของเอชแอนด์เอ็ม มีการจำหน่ายกางเกงยีนส์รุ่นที่มาจากกระบวนการรีไซเคิล และพูม่าก็มีสินค้ารีไซเคิลจำหน่ายภายใต้ชื่อรุ่น "อินไซเคิล" (InCycle)

 

-ออกแบบการใช้งานแบบหมุนเวียนตั้งแต่ต้น เป็นที่คาดหมายว่ารูปแบบการดำเนินธุรกิจแนวนี้จะกลายเป็นกระแสหลักในระยะหลายปีข้างหน้า การคาดหมายแนวโน้มดังกล่าวเป็นแรงจูงใจให้กูเกิล ผู้พัฒนาเสิร์ชเอ็นจินรายใหญ่ของโลกริเริ่มโครงการ "โปรเจ็คท์ อารา" (Project Ara) ขึ้นมา เพื่อพัฒนาโทรศัพท์สมาร์ทโฟนที่ผู้ใช้สามารถถอดเปลี่ยนชิ้นส่วนเก่าหรือชิ้นส่วนที่เสียทิ้งไป แล้วหาซื้อชิ้นส่วนใหม่มาประกอบเข้าไปได้เอง นั่นหมายถึงสมาร์ทโฟนที่สามารถใช้งานได้ยาวนานขึ้น เพราะผู้ใช้สามารถอัพเกรดสมรรถนะหรือปรับเปลี่ยนชิ้นส่วนของโทรศัพท์ได้ง่ายๆด้วยตัวเอง ไม่มีความจำเป็นต้องซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่เพียงเพราะต้องการชิ้นส่วนใหม่เพียงแค่ชิ้นหรือสองชิ้น เป็นที่คาดหมายว่า สมาร์ทโฟนของกูเกิลรุ่นนี้จะวางตลาดในราวปีหน้า (2558)

 

-นักวิจัยกล่าวว่า การดำเนินการผลิตในรูปแบบนี้ให้ผลทันตาในปัจจุบัน แต่ไม่ใช่ในรูปของผลกำไรโดยตรง ผู้บริโภคเองก็มีส่วนร่วมมากขึ้นในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ มีส่วนร่วมในการนำสินค้าที่พวกเขาใช้แล้วหรือไม่ต้องการแล้วเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล และชุบชีวิตสินค้าหมดสภาพให้กลับมาเป็นของที่นำมาใช้ประโยชน์ได้ใหม่ เพราะทุกภาคส่วนต่างตระหนักมากขึ้นว่า ขยะจากการบริโภคและปัญหาการกำจัดขยะเหล่านี้มีผลกระทบต่อทั้งตัวพวกเขาเอง สังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

 

นับว่าเป็นเทรนด์ใหม่ที่น่าสนับสนุนมากที่สุดในเวลานี้

 

Last modified on 19 Aug 14