Switch to: uk
01 May 2017 08:18AM

สปันแกลเลอรี พิพิธภัณฑ์คนไทยในโรงเรียนนานาชาติ

24 Sep 07 ,  ผู้จัดการรายวัน
  • 0
หากจะเอ่ยถึงพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวแล้ว คนไทยมักจะคุ้นกับพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงเพียงไม่กี่แห่ง อย่างเช่น พิพิธภัณฑ์ของราชาผ้าไหมไทย 'จิม ทอมป์สัน' หรือ พิพิธภัณฑ์บ้านของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ฯลฯ พิพิธภัณฑ์หลายแห่งมักตั้งอยู่ในบริเวณบ้านของผู้เป็นเจ้าของ บ้างก็ตั้งอยู่ในเขตบริเวณวัดหรือชุมชน แต่มีอยู่บางแห่งที่ตั้งอยู่ในสถานศึกษา หนึ่งในนั้นคือ 'สปันแกลเลอรี' พิพิธภัณฑ์ส่วนบุคคลของคนไทยแท้ๆ ที่ตั้งอยู่ในโรงเรียนนานาชาติ
  
 ความรัก, ความฝัน สู่ผลงานการสะสม
      
       นาม 'สปัน เธียรประสิทธิ์' สตรีในแวดวงสังคมชั้นสูงเมื่อหลายสิบปีก่อน ไม่มีใครที่ไม่รู้จัก ด้วยชาติตระกูลและรูปสมบัติ คุณสมบัติที่เพียบพร้อม ทำให้เธอกลายเป็น 'ดอกฟ้า' ของวงสังคมพระนครในช่วงเวลายุคกึ่งพุทธกาลอย่างรวดเร็ว
      
       นอกเหนือไปจากรูปโฉมที่งดงามแล้ว ฝีมือในการเย็บปักถักร้อยของสตรีผู้นี้ยังได้รับการยอมรับจากผู้ที่นิยมความทันสมัยในยุคนั้นทั่วไป จนกระทั่งมีโรงเรียนสอนตัดเสื้อในชื่อของเธอเองอย่าง 'สปัน' ที่สร้างบุคลากรในแวดวงแฟชั่นยุคหลังของเมืองไทยมากมาย
       
       ตัวอย่างลูกศิษย์ที่มีชื่อเสียงของสปัน อาทิ ศรีไสล สุชาติวุฒิ นักร้องชื่อดัง ผู้ที่เข้ามาเรียนวิชาออกแบบดีไซน์เสื้อผ้าเป็นคนแรกของโรงเรียน หรือศิษย์ยุคถัดมาอย่าง พีรมณฑ์ ชมธวัช ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ของคณะละคร 'อาภรณ์งาม' นักออกแบบท่าเต้นและออกแบบเครื่องแต่งกายระดับแถวหน้าของเมืองไทย ที่สืบทอดเทคนิควิชาการปักผ้าจากอดีตเจ้าของโรงเรียนตัดเสื้อ 'สปัน' ผู้เป็นป้าแท้ๆ ของเขา จนกระทั่งสามารถออกแบบเสื้อผ้าละครไทยดั้งเดิมในราชสำนักมาประยุกต์ใช้ในการแสดงนาฏศิลป์ของคณะได้ในเวลาต่อมา
      
       แต่ผลงานที่ทำให้คนทั่วไปประจักษ์ถึงฝีมือการออกแบบตัดเย็บเสื้อผ้าของสปัน เธียรประสิทธิ์ นั่นคือ การประกวด 'นางสาวไทย' ที่สปันเป็นผู้หนึ่งที่ได้ร่วมออกแบบชุดให้แก่ผู้เข้าประกวดด้วยฝีมือการตัดเย็บอย่างประณีต กับผู้ที่มีฝีมือยอดเยี่ยมแห่งยุค อย่างคุณหญิงอุไร ลืออำรุง และยศวดี บุญหลง จนออกมาเป็นเสื้อผ้าอาภรณ์อันงามวิจิตร ผู้ที่ได้ตำแหน่งนางสาวไทยที่เคยสวมชุดฝีมือการออกแบบตัดเย็บของเธอ อาทิ สุชีรา ศรีสมบูรณ์ ที่สปันเป็นผู้ออกแบบชุดว่ายน้ำสีเขียวปีกแมลงทับให้ จนสุชีราได้รับตำแหน่งนางสาวสยามในปี พ.ศ.2497
      
       จากความชื่นชอบและพรสวรรค์ส่วนตัว นำมาสู่การสะสมผลงานสิ่งประดิษฐ์ที่เกี่ยวข้องกับแฟชั่นและความงามฝีมือของสปัน เธียรประสิทธิ์ อาทิ การแสดงภาพนางงามตั้งแต่สมัยนางสาวสยาม พ.ศ.2476 จนถึงยุคปัจจุบัน รวมทั้งการนำแสดงผลงานเสื้อผ้าทั้งของไทยและต่างชาติในยุคสมัยต่างๆ ซึ่งเป็นผลงานการออกแบบของเธอล้วนๆ ในรูปแบบพิพิธภัณฑ์ส่วนบุคคล ชื่อว่า 'ศูนย์สปันอารยวัฒนศิลป์'
      
       จากตึกแถวธรรมดาที่เคยตั้งอยู่ในย่าน ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ในอดีต ทำให้ผู้ที่สนใจเข้ามาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวแห่งนี้มีจำนวนไม่มากนัก เพราะการเดินทางที่ไม่ค่อยสะดวก ประกอบกับไม่มีที่จอดรถ ตัวท่านเจ้าของพิพิธภัณฑ์เองอย่างคุณสปันก็มีอายุมาก ไม่สะดวกที่จะอยู่ดูแลเป็นประจำ ศูนย์สปันอารยวัฒนศิลป์ จึงเปิดให้เข้าชมได้เฉพาะผู้ที่ติดต่อมาล่วงหน้า และเดินทางมาชมเป็นหมู่คณะ จึงมีผู้รู้จักพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไม่มากนัก
      
       จนกระทั่งเมื่อสองทายาทรุ่นหลังของตระกูล 'เธียรประสิทธิ์' คือ อัจฉรา โอสถานุเคราะห์ และเมธา เธียรประสิทธิ์ ได้ร่วมกันก่อตั้งโรงเรียนนานาชาติชาเตอร์ขึ้น จึงได้ขออนุญาตคุณสปันผู้เป็นป้าแท้ๆ ของทั้งสอง ย้ายพิพิธภัณฑ์จากสถานที่เดิมมาตั้งอยู่ในบริเวณที่สร้างใหม่ในปัจจุบัน
      
       แหล่งเรียนรู้ที่สร้างสรรค์
      
       ผู้ที่ผ่านไปทางถนนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 เขตประเวศ ที่อยู่ห่างจากสวนหลวง ร.9 ไปไม่ไกล อาจไม่รู้ว่าในพื้นที่ 24 ไร่ของโรงเรียนนานาชาติชาร์เตอร์ซึ่งตั้งอยู่บนถนนดังกล่าว เป็นที่ตั้งของของพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวที่ก่อตั้งขึ้นโดยคนไทยที่เป็นสุภาพสตรีสูงวัยท่านหนึ่ง ที่มีนามเดียวกับพิพิธภัณฑ์แห่งนั้น 'สปันแกลเลอรี'
      
       สปันแกลเลอรี เกิดจากแรงบันดาลใจและความพร้อมทุกๆ ด้าน ของสปัน เธียรประสิทธิ์ ผู้ซึ่งมีความมุ่งมั่นจรรโลงและสานฝันของตนเองในการผลิตงานศิลปหัตถกรรมด้านเครื่องแต่งงานสมัยโบราณทั้งของชาวไทยและนานาประเทศตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงผลงานจากฝีมือคุณสปัน ทั้งการวาดภาพ ปั้น และตัดเย็บ รวมทั้งการแสดงบ้านไทย ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไม้สอยขนาดย่อส่วนที่เรียกว่า 'Miniature' ซึ่งผู้เป็นเจ้าของทุ่มเทชีวิตจิตใจและทุนทรัพย์ในการนี้เพื่อประโยชน์ในการศึกษาแก่เยาวชนรุ่นหลัง
      
       ภายในตึกรูปทรงสถาปัตยกรรมแบบยุโรปที่โดดเด่นงดงามนั้น ได้จำลองมาจากบ้านเก่าบนถนนสีลมของตระกูลเธียรประสิทธิ์ ด้วยความตั้งใจของลูกหลานรุ่นหลัง อย่าง อัจฉรา และเมธา เธียรประสิทธิ์ สองพี่น้อง ที่ต้องการให้โรงเรียนนานาชาติของพวกเขา มีบรรยากาศคล้ายคลึงกับบ้านเก่าของตระกูลใหญ่ ที่เหล่าลูกหลานเคยอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในวัยเด็กนั่นเอง
      
       อัจฉรา (เธียรประสิทธิ์) โอสถานุเคราะห์ อาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนนานาชาติชาร์เตอร์ กล่าวถึงที่มาของแนวคิดการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ในโรงเรียนแห่งนี้ว่า เริ่มต้นจากการทำโรงเรียนอนุบาลเปล่งประสิทธิ์ในย่านสีลม โดยดัดแปลงตึกเก่าที่เป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัวให้เป็นโรงเรียน จนกระทั่งเปิดเพิ่มอีกสาขาที่ศรีนครินทร์ ในเวลาต่อมาเมื่อมีแนวคิดขยายธุรกิจการศึกษาไปสู่รูปแบบโรงเรียนนานาชาติ จึงเห็นว่าควรมีแหล่งศึกษาความรู้ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นทั้งไทยและสากลในโรงเรียนด้วย
      
       เมธา เธียรประสิทธิ์ School Manager โรงเรียนนานาชาติชาร์เตอร์ ชี้แจงว่า สปันแกลเลอรีจะเป็นแหล่งเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับสถานศึกษา ที่เน้นการให้ความรู้ทั้งในระบบโรงเรียนและนอกระบบโรงเรียน ตัวพิพิธภัณฑ์เป็นสถานที่จัดแสดงเรื่องราวความเป็นไทยและสากล เพื่อเสริมความรู้ตามหลักสูตรการเรียนการสอนของโรงเรียน ที่มี 3 ภาษา ทั้งไทย จีน และอังกฤษ โดยใช้หลักสูตรการสอนของประเทศอังกฤษเป็นหลัก ควบคู่ไปกับการเน้นทางด้านวัฒนธรรมไทย
      
       "เราเป็นโรงเรียนนานาชาติที่เน้นวัฒนธรรม เพราะในยุคของโลกที่มีการเปลี่ยนแปลง globalizationจำเป็นที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษในการติดต่อสื่อสาร แต่ผู้ปกครองก็ไม่อยากให้บุตรหลานไม่อยากเสียเรื่องวัฒนธรรมไทยไป เราอยากจะทำโรงเรียนอินเตอร์ที่การศึกษาทัดเทียมนานาชาติ แต่ว่ายังรักษาเรื่องของวัฒนธรรมไทยไว้ได้ คอนเซ็ปต์โรงเรียนของเราคือ east meets west มีทั้งไทยและเทศอยู่ในแห่งเดียวกัน"
      
       ในยุคโลกาภิวัฒน์ที่เทคโนโลยีและความหลากหลายทางวัฒนธรรมได้หลั่งไหลไปทุกประเทศทั่วโลก ทำให้เมธาเล็งเห็นว่า ทุกวันนี้คนไทยมิใช่เป็นแค่ประชากรของประเทศไทยอย่างเดียว แต่เราคือส่วนหนึ่งของประชากรโลก การเรียนในโรงเรียนอินเตอร์อาจทำให้ได้เปรียบในแง่ความคล่องตัวทางภาษาเมื่อไปเรียนต่อในต่างประเทศ แต่เรื่องของ 'วัฒนธรรม' ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ไม่อาจละเลย โดยเฉพาะวัฒนธรรมท้องถิ่นของชาติเราเอง
      
       "บางคนเข้าใจว่าเรียนโรงเรียนอินเตอร์แล้วจะต้องเป็นฝรั่ง คือเข้าใจคำว่าอินเตอร์ผิด แต่จริงๆ แล้วโรงเรียนอินเตอร์ก็เหมือนกับชุมชนที่มีผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรมมาอยู่ร่วมกัน ก็เรียนรู้ด้วยกันและเคารพวัฒนธรรมของชาติอื่น" อัจฉรากล่าวเสริม
      
       การจะย้ายพิพิธภัณฑ์มาเปิดในโรงเรียนนานาชาติแห่งนี้มิใช่เรื่องง่าย เมธาเผยว่า ต้องระมัดระวังตั้งแต่การขนย้าย จนมาถึงขั้นตอนการประกอบเสื้อผ้าบนตัวหุ่นเพื่อจัดแสดง เพื่อให้ถูกต้องสมจริงตามแบบเดิมมากที่สุด ก่อนที่จะเปิดพิพิธภัณฑ์อย่างเป็นทางการนั้นจึงต้องขอคำแนะนำจากคุณป้าของเขาอยู่บ่อยครั้ง กระทั่งเสร็จสมบูรณ์ในที่สุด
      
       โดยในส่วนแรกของพิพิธภัณฑ์นั้น จะเป็นส่วนรวบรวมประวัติและผลงานของท่านเจ้าของพิพิธภัณฑ์ 'สปัน เธียรประสิทธิ์' จากนั้นจึงจะนำไปสู่ส่วนการจัดแสดงเครื่องแต่งกายไทยในอดีต ตั้งแต่สมัยทวาราวดี ศรีวิชัย สุโขทัย เชียงแสน ลพบุรี อยุธยา จนถึงสมัยรัชกาลที่ 9 และชุดไทยพระราชนิยม เช่น ชุดไทยเรือนต้น ไทยจิตรลดา ไทยจักรี ตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถที่ทรงให้คุณสปันเป็นผู้ออกแบบ
      
       โซนถัดมาจัดแสดงวิวัฒนาการการแต่งกายนานาชาติ ซึ่งจัดแสดงในหุ่นขนาดเท่าจริง รวมแล้วกว่า 70 ชุด เรียงลำดับตามยุคสมัย เช่น อียิปต์ กรีกโบราณ โรมัน อังกฤษ หรือชุดสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส และที่น่าชม เห็นจะเป็นชุดของสมัยพระนางเจ้าอลิซาเบทที่ 1 ในศตวรรษที่ 16 และชุดของพระนางคลีโอพัตรา เสื้อผ้าทุกชิ้นตัดเย็บอย่างประณีตและหาชมได้ยากยิ่ง ทุกชุดคุณสปันล้วนเป็นผู้ลงมือตัดเย็บ ปักดิ้น ประดับเลื่อมด้วยตนเองทั้งสิ้น แม้แต่รายละเอียดอย่างเช่นสีของทรงผม หน้าตาของหุ่นโชว์เสื้อ เครื่องประดับต่างๆ คุณสปันก็ไม่ได้ละเลย ได้ใส่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้โดยศึกษาจากต้นแบบอย่างสมจริง
      
       ต่อมาเป็นส่วนจัดแสดงชุดแต่งงานของผู้มีชื่อเสียงในอดีต อาทิ ชุดของท่านผู้หญิงจงกล กิตติขจร, ท่านผู้หญิงสาวิตรี ศรีวิศาลวาจา อดีตนางสนองพระโอษฐ์ และชุดแต่งงานของบุตรีและสะใภ้ในตระกูลเธียรประสิทธิ์
      
       ส่วนสุดท้ายเป็นการแสดงภาพนางงามตั้งแต่ยุค "นางสาวสยาม" พ.ศ.2476 จนถึงปัจจุบัน นอกจากนั้นยังมีบ้านไทยย่อส่วน การวาดภาพ งานปั้นตุ๊กตาจีน แสดงวิถีชีวิตไทยในอดีต จัดไว้เป็นชุดๆ อาทิ ชุดประเพณีไทยอย่างประเพณีเข้าพรรษา ลอยกระทง โกนจุก สงกรานต์, ชุดวรรณคดีที่จำลองเรื่องราวเหตุการณ์สำคัญของวรรณคดีไทย อาทิเช่น ลิลิตพระลอ มโนราห์ เงาะป่า ขุนช้างขุนแผน สังข์ทอง และชุดการละเล่นพื้นบ้าน อย่างโพงพาง งูกินหาง มอญซ่อนผ้า หมากเก็บ ตั้งเต และม้าก้านกล้วย เป็นต้น
      
       เมื่อเดินชมจนทั่วทุกส่วน หลังก้าวเท้าออกไปจากพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ผู้มาเยือนจะสัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของผู้เป็นเจ้าของ ที่แปรเปลี่ยนพรสวรรค์อันเกิดจากความรักและหลงใหลในงานฝีมือที่เป็นความชื่นชอบส่วนตัว จนกลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ให้คนรุ่นหลังได้ร่วมชื่นชมเช่นในทุกวันนี้
      
       * พิพิธภัณฑ์ 'สปันแกลเลอรี' ไม่เปิดทุกวัน ผู้ที่สนใจเข้าชมเป็นหมู่คณะกรุณาโทรแจ้งล่วงหน้า ที่เบอร์ 02-7268283-4