Switch to: uk
30 May 2017 00:57AM

‘ย้อมคราม’ หัตถกรรมพื้นบ้าน สู่คลัตช์ใบเก๋

28 Apr 16 ,  วราภรณ์ เทียนเงิน posttoday
  • 0
นอกจากการเป็นพนักงานประจำฝ่ายสื่อสารองค์กรและธุรกิจสัมพันธ์ บริษัทบัตรเครดิตเคทีซีแล้ว หยง-ตปนีย์ ติลา สาวเก๋วัย 34 ปี ก็คิดฝันว่าอยากมีธุรกิจเล็กๆ โดยคิดต่อยอดจากงานอดิเรกและภูมิปัญญาท้องถิ่นจังหวัดแพร่ คือ การผลิตกระเป๋าคลัตช์จำหน่ายโดยทำจากความรักและความชอบล้วนๆ ซึ่งนอกจากกระเป๋าคลัตช์แล้ว เธอยังออกแบบคอลเลกชั่นออกมาวางจำหน่ายเรื่อยๆ อาทิ เคสไอโฟน ผ้าคลุมไหล่ผืนใหญ่ๆ และล่าสุดกระเป๋าคลัตช์ใบเล็กมีสายสะพายหิ้วได้
ตปนีย์เล่าแรงบันดาลใจของการทำแบรนด์ “Handi Made by Tila” ว่า ด้วยเธอเป็นสาว จ.แพร่ ซึ่งมีม่อฮ่อมเป็นสินค้าโอท็อปประจำจังหวัด เธอจึงคุ้นเคยกับผ้าม่อฮ่อมและการย้อมครามมาตั้งแต่เด็กๆ
“ตอนเด็กๆ หยงเห็นพ่อใส่เสื้อม่อฮ่อมไปทำงานเพราะคุณพ่อรับราชการ ซึ่งดูอาจไม่โมเดิร์น แต่หยงชอบงานฝีมือพวกเย็บปักถักร้อยอยู่แล้ว อีกทั้งหยงชอบวาดรูป พอโตขึ้นหยงได้เรียนมัดย้อมที่บ้านทุ่งโฮ้ง ซึ่งเป็นแหล่งทำผ้าม่อฮ่อมของ จ.แพร่ ตอนนั้นแค่อยากเรียนไม่ได้คิดต่อยอดหรือทำอะไรจริงจัง แต่เราชอบงานมัดย้อม” เธอไม่หยุดการเรียนรู้แค่นั้น เธอท่องโลกโซเชียลเข้าไปดูแอพพลิเคชั่นพินเทอเรสที่มีรูปภาพสวยๆ หลากหลายจากทั่วโลก หนึ่งในนั้นคือ ภาพถ่ายกระเป๋าคลัตช์แบรนด์ของฝรั่งที่ทำจากผ้ายีนส์และหนัง เธอจึงเกิดไอเดียหากลองนำผ้าม่อฮ่อมมัดย้อมมาใช้แทนผ้ายีนส์และหนังจะเก๋ขนาดไหน
“เมื่อ 2 ปีก่อนพอเราเห็นหยงก็เกิดไอเดีย ไหนๆ เรามัดย้อมม่อฮ่อมเป็นอยู่แล้ว ก็ลองหาแหล่งผลิตที่รับทำกระเป๋าคลัตช์ แต่ผ้าม่อฮ่อมหยงจะเป็นคนย้อมและให้ลวดลายเองหยงจึงกลับไปย้อมผ้าดิบเองที่แพร่ ที่บ้านทุ่งโฮ้งซึ่งเป็นศูนย์เรียนรู้ ทำเสร็จก็เอากลับมากรุงเทพฯ เอาไปให้คนรับทำกระเป๋าคลัตช์ให้เรา ให้เขาลองตัดเย็บในแบบที่เราต้องการ โดยใช้ม่อฮ่อมผสมกับหนังแท้ๆ และออกแบบเพิ่มเติมให้มีลูกเล่นเล็กๆ เช่น มีซิปด้านในไหม ซึ่งเป็นการทำเพิ่มเติมขึ้นมาจากแบบเดิมๆ ที่เราเคยเห็น”

นอกจากการเป็นพนักงานประจำฝ่ายสื่อสารองค์กรและธุรกิจสัมพันธ์ บริษัทบัตรเครดิตเคทีซีแล้ว หยง-ตปนีย์ ติลา สาวเก๋วัย 34 ปี ก็คิดฝันว่าอยากมีธุรกิจเล็กๆ โดยคิดต่อยอดจากงานอดิเรกและภูมิปัญญาท้องถิ่นจังหวัดแพร่ คือ การผลิตกระเป๋าคลัตช์จำหน่ายโดยทำจากความรักและความชอบล้วนๆ ซึ่งนอกจากกระเป๋าคลัตช์แล้ว เธอยังออกแบบคอลเลกชั่นออกมาวางจำหน่ายเรื่อยๆ อาทิ เคสไอโฟน ผ้าคลุมไหล่ผืนใหญ่ๆ และล่าสุดกระเป๋าคลัตช์ใบเล็กมีสายสะพายหิ้วได้

 

ตปนีย์เล่าแรงบันดาลใจของการทำแบรนด์ “Handi Made by Tila” ว่า ด้วยเธอเป็นสาว จ.แพร่ ซึ่งมีม่อฮ่อมเป็นสินค้าโอท็อปประจำจังหวัด เธอจึงคุ้นเคยกับผ้าม่อฮ่อมและการย้อมครามมาตั้งแต่เด็กๆ

 

DryKram

 

“ตอนเด็กๆ หยงเห็นพ่อใส่เสื้อม่อฮ่อมไปทำงานเพราะคุณพ่อรับราชการ ซึ่งดูอาจไม่โมเดิร์น แต่หยงชอบงานฝีมือพวกเย็บปักถักร้อยอยู่แล้ว อีกทั้งหยงชอบวาดรูป พอโตขึ้นหยงได้เรียนมัดย้อมที่บ้านทุ่งโฮ้ง ซึ่งเป็นแหล่งทำผ้าม่อฮ่อมของ จ.แพร่ ตอนนั้นแค่อยากเรียนไม่ได้คิดต่อยอดหรือทำอะไรจริงจัง แต่เราชอบงานมัดย้อม” เธอไม่หยุดการเรียนรู้แค่นั้น เธอท่องโลกโซเชียลเข้าไปดูแอพพลิเคชั่นพินเทอเรสที่มีรูปภาพสวยๆ หลากหลายจากทั่วโลก หนึ่งในนั้นคือ ภาพถ่ายกระเป๋าคลัตช์แบรนด์ของฝรั่งที่ทำจากผ้ายีนส์และหนัง เธอจึงเกิดไอเดียหากลองนำผ้าม่อฮ่อมมัดย้อมมาใช้แทนผ้ายีนส์และหนังจะเก๋ขนาดไหน

 

“เมื่อ 2 ปีก่อนพอเราเห็นหยงก็เกิดไอเดีย ไหนๆ เรามัดย้อมม่อฮ่อมเป็นอยู่แล้ว ก็ลองหาแหล่งผลิตที่รับทำกระเป๋าคลัตช์ แต่ผ้าม่อฮ่อมหยงจะเป็นคนย้อมและให้ลวดลายเองหยงจึงกลับไปย้อมผ้าดิบเองที่แพร่ ที่บ้านทุ่งโฮ้งซึ่งเป็นศูนย์เรียนรู้ ทำเสร็จก็เอากลับมากรุงเทพฯ เอาไปให้คนรับทำกระเป๋าคลัตช์ให้เรา ให้เขาลองตัดเย็บในแบบที่เราต้องการ โดยใช้ม่อฮ่อมผสมกับหนังแท้ๆ และออกแบบเพิ่มเติมให้มีลูกเล่นเล็กๆ เช่น มีซิปด้านในไหม ซึ่งเป็นการทำเพิ่มเติมขึ้นมาจากแบบเดิมๆ ที่เราเคยเห็น”

 

DryKram1

 

จนในที่สุดก็ได้กระเป๋าคลัตช์เป็นสินค้ารุ่นแรกๆ ภายใต้แบรนด์ Handi Made by Tila ซึ่งสินค้าของเธอมีช่องทางการวางจำหน่ายที่ร้านอนาเธอร์ สตอรี่ สยามเซ็นเตอร์ และขายผ่านไอจี @by_Tila และหน้าเพจ Handi Made by Tila แม้มีลูกค้ากลุ่มเล็กๆ แต่เธอก็รู้สึกชื่นใจ เพราะเธอถ่อมตัวว่า ทำเป็นธุรกิจเล็กๆ ไม่ได้มีการวางแผนการตลาดที่เข้มข้นเพราะต้องใช้เงินลงทุนมากซึ่งเธอยังไม่พร้อม

 

การเรียนรู้และคิดทำโปรดักต์รูปแบบใหม่ๆ ไม่หยุดแค่นั้น หยงไปเรียนเพิ่มเติมการย้อมครามแบบชิโบริ เพื่อเพิ่มทักษะเพิ่มลวดลายให้ลายผ้ามากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องง่ายเพราะเธอมีพื้นฐานอยู่แล้ว และเป็นสิ่งที่คนทำแบรนด์ไม่ควรหยุดนิ่งอยู่กับที่ ควรพัฒนาลวดลายสินค้าไปเรื่อยๆ

 

“แม้ผลตอบรับไม่หวือหวา แต่จะมีลูกค้าที่สั่งทางออนไลน์เรื่อยๆ ซึ่งหยงพอใจนะคะ เพราะหยงไม่ได้มีกำลังมากทั้งเงินทุนและเวลาที่จะทุ่มทำอย่างจริงจัง แต่ก็พอสร้างรายได้ให้เราได้ บางครั้งหยงมีคอนเนกชั่นก็ไปออกบูธในงานแฟร์บ้าง แต่ไม่บ่อย เพราะหยงต้องทุ่มเททำงานประจำ ไปได้แค่เสาร์กับอาทิตย์เท่านั้น”

 

อย่างไรก็ดี จากงานอดิเรกพัฒนามาเป็นธุรกิจเล็กๆ หากใครอยากทำแบบเธอต้องทำอย่างไรบ้าง หยงแนะว่า เรื่องการหาแหล่งเงินทุนเป็นสิ่งสำคัญมาก

 

“เงินลงทุนของหยงในระยะแรกคือหลักแสน เหมือนไม่เยอะแต่สำหรับหยงแล้วก็มากอยู่ หยงจึงค่อยๆ ทำ ค่อยๆ หาเงินทีละก้อน เพื่อนำไปลงทุนซื้อหนัง 5,000-1 หมื่นบาท ต้องมีเงินค่าใช้จ่ายค่าแรงช่าง สั่งทำล็อตหนึ่งต้องทำอย่างน้อย 100 ใบ ไม่อย่างนั้นช่างจะไม่ทำให้ ซึ่งค่าแรงช่างล็อตละ 1 หมื่นบาท แต่เราต้องคัดเลือกช่างที่มีฝีมือที่ประณีตเขาจึงคิดแพง แต่เราได้ช่างที่งานเรียบร้อยดีมาก ซึ่งเราต้องพิถีพิถันเรื่องช่างเพื่อคุณภาพสินค้าเราจะได้ออกมาดีๆ คืออยากทำอะไรทำดีๆ ไปเลย เดี๋ยวการตลาดเรามาว่ากันอีกที”

 

แต่การสร้างแบรนด์นอกจากการหาเงินทุนแล้ว ปัญหาที่มักประสบคือ การทำการตลาด ซึ่งนักธุรกิจกลุ่มสตาร์ทอัพต้องประสบเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว

 

“เพื่อนหลายคนมักบอกว่า สินค้าเราดีนะ สามารถนำไปขายได้ไกลถึงเมืองนอกนะ เพราะต่างชาติน่าจะชอบเพราะกระเป๋ามันมีที่มาที่ไป ทำจากธรรมชาติ มีความน่าสนใจ เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่หยงยังไม่มีช่องทาง หรือหาช่องทางจำหน่ายได้มากกว่านี้ อันนี้แหละคือปัญหาค่ะ เพราะหยงยังกลัวๆ ว่าถ้าเราจะคิดโตเร็วมันต้องใช้เงินค่อนข้างเยอะในการโปรโมท แต่หยงจะทำอะไรก็ต้องคิดให้รอบคอบ ค่อยๆ เก็บสะสมเงินลงทุน อีกทั้งหยงไม่ได้มีความรู้ด้านการตลาดมากพอ แต่ทุกวันนี้ก็ยังแฮปปี้อยู่ แม้เงินที่ได้กลับมาไม่ได้มากนัก แต่หยงก็พอใจค่ะ”

 

คำแนะนำสำหรับคนทำธุรกิจผ่านงานอดิเรก

 

1.คนที่มีงานประจำทำอยู่แล้ว ต้องถามตัวเองก่อนว่า แล้วอยากทำอะไรเพิ่ม อะไรที่ทำแล้วมีความสุข ให้เริ่มจากตรงนี้

 

2.เมื่อเจอสิ่งที่ชอบแล้ว ให้ลงมือทำเลย อย่ารีรอ เพราะหนึ่งเมื่อเราอายุยังน้อย ยังมีแรงที่จะลองผิดลองถูก แม้ไม่ประสบความสำเร็จก็ไม่เจ็บมาก เพราะธุรกิจยังเป็นธุรกิจสตาร์ทอัพอยู่

 

3.คิดลงทุนต้องรอบคอบ คิดหาเงินทุนหรือช่องทางที่จะได้แหล่งเงินทุนโดยไม่เจ็บตัว และต้องเป็นแหล่งเงินทุนที่น่าเชื่อถือ ดอกเบี้ยไม่แพงมาก และที่สำคัญต้องดูกำลังที่เราสามารถจ่ายหนี้ได้โดยไม่รัดเข็มขัดมากเกินไปในแต่ละเดือน โดยต้องแบ่งเงินเดือนสำหรับไว้ใช้หนี้ และพอมีเงินเหลือที่จะใช้ให้ปลอดภัย

 

4.ดูกระแสว่าสิ่งที่เราคิดทำ มันมีลู่ทางการตลาดที่พอจะจำหน่ายได้หรือไม่ สินค้าจะขายได้จริงไหม ออกวางสินค้าก็ต้องดูทิศทางความต้องการของตลาดด้วย นอกจากดูตลาดแล้วยังต้องดูเทรนด์ ยิ่งสินค้ากระเป๋าเป็นสินค้าแฟชั่น ต้องดูตลาดด้วยว่า ตอนนี้เขาฮิตอะไร หรือสิ่งที่เราทำแบรนด์ไปเข้ากับแฟชั่นยุคปัจจุบันได้ไหม สินค้าของเราต้องมัลติฟังก์ชั่นพอควรสามารถกลืนไปกับกระแสแฟชั่นได้ เช่น ผ้าย้อมครามมาแรง จึงอยู่ในกระแสพอดี

 

5.ถ้าให้เก๋สินค้าของเราต้องมีที่มาที่ไป ยิ่งอิงกับกระแสรักษ์โลกยิ่งดี

 

6.ทำช้าๆ แต่ชัวร์ ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำ ออกคอลเลกชั่นปีละ 2 ครั้งก็ได้ เพื่อให้คนไม่ลืมแบรนด์ อย่างน้อยๆ ก็ทำเพื่อความชอบของตัวเองและมีผลิตภัณฑ์ภายใต้ชื่อของตัวเอง ก็ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่ง