Switch to: uk
23 April 2017 17:54PM

Tier 3 และนโยบาย EU ไม่ส่งผลการส่งออกไทยปี 2557

01 Jul 14 ,  Chalermphol
  • 0

แนะเร่งงบการตลาดบุกอาเซียน จีน อินเดีย ควบคู่ลดต้นทุนขนส่ง!

 

สภาผู้ส่งออกฯ ระบุการส่งออกไทยเดือนพฤษภาคม 2557 มีมูลค่า 19,401.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลง 2.14% มูลค่าการส่งออกระยะห้าเดือน (ม.ค.-พ.ค..) ติดลบมากขึ้นที่ 1.22% คิดเป็นมูลค่า 92,862.1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แม้ว่าจะยังได้ประโยชน์จากมูลค่าการส่งออกในรูปเงินบาท ซึ่งในเดือนพฤษภาคม มีมูลค่า 621,197.2 ล้านบาท อัตราเติบโต 9.81% และระยะ 5 เดือนแรกของปีมีมูลค่า 2,994,338.3 ล้านบาท อัตราเติบโตสูงถึง 8.26% เป็นผลมาจากการอ่อนค่าของเงินบาทในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นผลดีสาหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจภาพรวมในปี 2557

 

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการส่งออกที่ติดลบอย่างต่อเนื่องถือเป็นสัญญาณชี้ถึงความสามารถในการแข่งขันของไทยที่มีแนวโน้มลดลงในระยะยาว และผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกต่อการส่งออกไทยอย่างชัดเจน ซึ่งสะท้อนได้จากภาพตัวเลขการส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ที่ยังคงทิศทางเหมือนในเดือนเมษายนที่ผ่านมาทั้งนี้ ผลกระทบจากการที่ไทยถูกประเทศสหรัฐอเมริกาปรับลดอันดับในรายงานการค้ามนุษย์เป็น Tier 3 ซึ่งจะส่งผลต่อการพิจารณาสั่งซื้อสินค้าในกลุ่มเครื่องนุ่งห่ม อาหารทะเล น้าตาล และกุ้ง เพราะประเทศไทยจะเสียเปรียบประเทศคู่แข่งอาทิ เวียดนาม และอินโดนีเซีย ซึ่งถูกจัดลำดับ Tier 2 รวมถึงจีนซึ่งยังถูกจัดอันดับ Tier 2 Watch List โดยมีอันดับสูงกว่าไทย อย่างไรก็ตาม ผลกระทบดังกล่าวจะส่งผลต่อยอดคำสั่งซื้อในปี 2558 เป็นต้นไป

 

สำหรับ ส่งออกไทยไปยังสหภาพยุโรปในปี 2557 จะยังคงไปได้ดี โดยไม่ได้รับผลกระทบจากการประกาศนโยบายของสหภาพยุโรปต่อประเทศไทย แต่การส่งออกของไทยในปี 2558-2559 จะได้รับผลกระทบจากการถูกตัดสิทธิ์ GSP ในกลุ่มสินค้าต่างๆ อาทิ ผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์และสินค้าประมงแปรรูป ปลาทูน่ากระป๋อง กุ้งแปรรูป น้ำตาลและขนมที่ทำจากน้ำตาล โกโก้และของปรุงแต่งจากโกโก้ ของปรุงแต่งจากธัญพืช แป้ง สตาร์ช นม ของปรุงแต่งจากพืช ผัก ผลไม้ ลูกนัต หรือส่วนอื่นของพืช เครื่องดื่ม สุรา น้าส้มสายชู อาหารสัตว์ อาหารแปรรูป ไข่มุก รัตนชาติ โลหะมีค่า อัญมณีและเครื่องประดับ เหรียญกษาปณ์ เป็นต้น

 

สำหรับทางเลือกในการส่งออกไทยหลังจากนี้ จำเป็นต้องมุ่งเน้นไปยังตลาดอาเซียน จีน และอินเดีย ซึ่งถึงแม้ว่าการส่งออกไปยังอาเซียนและจีนที่ผ่านมาจะมีตัวเลขส่งออกติดลบอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การส่งออกไปยังอินเดียจะยังมีสัดส่วนค่อนข้างน้อย แต่เป็นตลาดที่มีโอกาสและความต้องการสูง ต้นทุนโลจิสติกส์ไม่สูงมาก โดยเฉพาะประเทศอินเดียที่มีการพัฒนาท่าเรือและโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งในเมืองท่าสำคัญที่ดีขึ้นอย่างมากในขณะนี้ทั้งนี้ ใน “ระยะสั้น” ภาครัฐจำเป็นต้องสนับสนุนการดำเนินงานด้านการตลาดของภาคเอกชน และลดต้นทุนการส่งออก โดยสนับสนุนงบประมาณและเร่งรัดการแก้ไขปัญหาต้นทุนโลจิสติกส์ที่สาคัญดังต่อไปนี้

 

1. สนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมสำหรับการดำเนินโครงการ SMEs Pro-active เนื่องจากงบประมาณในปัจจุบันคงเหลืออยู่เพียง 80 ล้านบาท ขณะที่ผู้ประกอบการ SMEs ของไทย ยังมีความต้องการใช้ประโยชน์จากโครงการดังกล่าวเป็นจำนวนมาก

 

2. จัดสรรงบประมาณสำหรับโครงการใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับ Value Chain ของไทยให้มีความเข้มแข็งทั้งในส่วนของกระบวนการภายใน สร้างเครือข่ายระหว่างผู้ประกอบการไทยและผู้ประกอบการในประเทศเป้าหมาย สร้างความรู้ความเข้าใจในกฎระเบียบและสถานการณ์และพฤติกรรมการบริโภคภายในประเทศคู่ค้าเพื่อให้สามารถปรับกลยุทธ์และวางแผนทางธุรกิจให้เหมาะสมกับสถานการณ์และการแข่งขัน

 

3. แก้ไขปัญหาการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ส่งออก อาทิ การเรียกเก็บค่า Lift on Charge ของผู้ประกอบการลานตู้คอนเทนเนอร์ การเรียกเก็บค่า THC (Terminal Handling Charge) และค่า Bangkok Congestion Surcharge (BCS) ของสายเรือหรือตัวแทนสายเรือ เป็นต้น ซึ่งกรมการค้าภายในจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าว และดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อแก้ไขปัญหาระยะสั้น อาทิ การนำกฎหมายการผูกขาดมาบังคับใช้ หรือการผลักดันให้บริการขนส่งสินค้าทางทะเลและบริการเกี่ยวเนื่องเป็นบริการควบคุม ในขณะที่กระทรวงคมนาคมจาเป็นต้องเร่งรัดผลักดันการพิจารณา (ร่าง) พระราชบัญญัติบริหารการขนส่ง พ.ศ. ... ให้มีบังคับใช้โดยเร็ว ซึ่งจะทาให้มีช่องทางในการแก้ไขปัญหาในระยะยาวและยั่งยืน

 

สำหรับแนวทางการดำเนินงานใน “ระยะกลาง” และ “ระยะยาว” จำเป็นต้องมีการดำเนินงานในหลายด้าน อาทิ

 

4. จัดระเบียบด้านแรงงาน แก้ไขปัญหาแรงงานขาดแคลน โดยการออกกฎระเบียบที่ชัดเจนควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ซึ่งจะสามารถแก้ไขปัญหาด้านแรงงานทั้งภายในประเทศและการส่งออก

 

5. แก้ไขกฎระเบียบข้อบังคับและกฎหมายของกรมศุลกากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า อาทิ การสร้างความชัดเจนในการตีความพิกัดศุลกากร การค้าชายแดน การแก้ไขกฎหมายและเร่งรัดให้เกิด One Stop Inspection ณ ด่านชายแดน ตลอดจนบูรณาการกฎหมายด้านเศรษฐกิจอื่นๆ เพื่อลดความซ้าซ้อนและข้อขัดแย้งของกฎหมาย เป็นต้น

 

6. ส่งเสริมและพัฒนาการค้าผ่านด่านชายแดน ประกอบไปด้วยการยกระดับด่านชายแดน ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและความพร้อมในการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

7. เตรียมความพร้อมในด้านเทคนิคสาหรับการเจรจาการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป และเร่งรัดการเจรจา RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership) ในกลุ่มประเทศอาเซียน+6 (ชาติสมาชิกอาเซียน ร่วมกับ จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์)

 

8. จัดทำแผนยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจที่บูรณาการในภาพรวมและดำเนินงานร่วมกันทั้งภาครัฐและภาคเอกชน และกำหนดแนวทางการปฏิบัติและเป้าหมายที่ชัดเจน เพื่อให้มีกรอบการดำเนินงานและติดตามได้.

 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

http://www.ttistextiledigest.com/images/stories/Article2014/PPT30June2014.pdf

 

 

 


 

สภาผู้ส่งออกฯ ระบุการส่งออกไทยเดือนพฤษภาคม 2557 มีมูลค่า 19,401.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลง 2.14% มูลค่าการส่งออกระยะห้าเดือน (ม.ค.-พ.ค..) ติดลบมากขึ้นที่ 1.22% คิดเป็นมูลค่า 92,862.1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แม้ว่าจะยังได้ประโยชน์จากมูลค่าการส่งออกในรูปเงินบาท ซึ่งในเดือนพฤษภาคม มีมูลค่า 621,197.2 ล้านบาท อัตราเติบโต 9.81% และระยะ 5 เดือนแรกของปีมีมูลค่า 2,994,338.3 ล้านบาท อัตราเติบโตสูงถึง 8.26% เป็นผลมาจากการอ่อนค่าของเงินบาทในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นผลดีสาหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจภาพรวมในปี 2557อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการส่งออกที่ติดลบอย่างต่อเนื่องถือเป็นสัญญาณชี้ถึงความสามารถในการแข่งขันของไทยที่มีแนวโน้มลดลงในระยะยาว และผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกต่อการส่งออกไทยอย่างชัดเจน ซึ่งสะท้อนได้จากภาพตัวเลขการส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ที่ยังคงทิศทางเหมือนในเดือนเมษายนที่ผ่านมาทั้งนี้ ผลกระทบจากการที่ไทยถูกประเทศสหรัฐอเมริกาปรับลดอันดับในรายงานการค้ามนุษย์เป็น Tier 3 ซึ่งจะส่งผลต่อการพิจารณาสั่งซื้อสินค้าในกลุ่มเครื่องนุ่งห่ม อาหารทะเล น้าตาล และกุ้ง เพราะประเทศไทยจะเสียเปรียบประเทศคู่แข่งอาทิ เวียดนาม และอินโดนีเซีย ซึ่งถูกจัดลาดับ Tier 2 รวมถึงจีนซึ่งยังถูกจัดอันดับ Tier 2 Watch List โดยมีอันดับสูงกว่าไทย อย่างไรก็ตาม ผลกระทบดังกล่าวจะส่งผลต่อยอดคาสั่งซื้อในปี 2558 เป็นต้นไปสาหรับ ส่งออกไทยไปยังสหภาพยุโรปในปี 2557 จะยังคงไปได้ดี โดยไม่ได้รับผลกระทบจากการประกาศนโยบายของสหภาพยุโรปต่อประเทศไทย แต่การส่งออกของไทยในปี 2558-2559 จะได้รับผลกระทบจากการถูกตัดสิทธิ์ GSP ในกลุ่มสินค้าต่างๆ อาทิ ผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์และสินค้าประมงแปรรูป ปลาทูน่ากระป๋อง กุ้งแปรรูป น้าตาลและขนมที่ทาจากน้าตาล โกโก้และของปรุงแต่งจากโกโก้ ของปรุงแต่งจากธัญพืช แป้ง สตาร์ช นม ของปรุงแต่งจากพืช ผัก ผลไม้ ลูกนัต หรือส่วนอื่นของพืช เครื่องดื่ม สุรา น้าส้มสายชู อาหารสัตว์ อาหารแปรรูป ไข่มุก รัตนชาติ โลหะมีค่า อัญมณีและเครื่องประดับ เหรียญกษาปณ์ เป็นต้นสาหรับทางเลือกในการส่งออกไทยหลังจากนี้ จาเป็นต้องมุ่งเน้นไปยังตลาดอาเซียน จีน และอินเดีย ซึ่งถึงแม้ว่าการส่งออกไปยังอาเซียนและจีนที่ผ่านมาจะมีตัวเลขส่งออกติดลบอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การส่งออกไปยังอินเดียจะยังมีสัดส่วนค่อนข้างน้อย แต่เป็นตลาดที่มีโอกาสและความต้องการสูง ต้นทุนโลจิสติกส์ไม่สูงมาก โดยเฉพาะประเทศอินเดียที่มีการพัฒนาท่าเรือและโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งในเมืองท่าสาคัญที่ดีขึ้นอย่างมากในขณะนี้ทั้งนี้ ใน “ระยะสั้น” ภาครัฐจาเป็นต้องสนับสนุนการดาเนินงานด้านการตลาดของภาคเอกชน และลดต้นทุนการส่งออก โดยสนับสนุนงบประมาณและเร่งรัดการแก้ไขปัญหาต้นทุนโลจิสติกส์ที่สาคัญดังต่อไปนี้
สภาผู้ส่งออกฯ ระบุการส่งออกไทยเดือนพฤษภาคม 2557 มีมูลค่า 19,401.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลง 2.14% มูลค่าการส่งออกระยะห้าเดือน (ม.ค.-พ.ค..) ติดลบมากขึ้นที่ 1.22% คิดเป็นมูลค่า 92,862.1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แม้ว่าจะยังได้ประโยชน์จากมูลค่าการส่งออกในรูปเงินบาท ซึ่งในเดือนพฤษภาคม มีมูลค่า 621,197.2 ล้านบาท อัตราเติบโต 9.81% และระยะ 5 เดือนแรกของปีมีมูลค่า 2,994,338.3 ล้านบาท อัตราเติบโตสูงถึง 8.26% เป็นผลมาจากการอ่อนค่าของเงินบาทในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นผลดีสาหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจภาพรวมในปี 2557