Switch to: uk
23 April 2017 17:54PM

ตัดสิทธิ GSP สหภาพยุโรป: ทางเลือกผู้ประกอบการ

30 Apr 14 ,  มณฑา พันธุ์ทอง
  • 0
สวัสดีค่ะ ฉบับนี้ก็จะว่าด้วยระบบ GSP สหภาพยุโรปอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่เคยกล่าวมาแล้วเกี่ยวกับประเด็นที่สหภาพยุโรปเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ใหม่ในการตัดสิทธิ GSP โดยสหภาพยุโรปจะมุ่งเน้นการให้สิทธิ GSP แก่ประเทศที่มีความต้องการอย่างแท้จริง (Countries most in need) และจะตัดสิทธิฯ ประเทศที่ถูกจัดอันดับโดยธนาคารโลกให้อยู่ในกลุ่มที่มีรายได้ประชาชาติต่อหัวอยู่ในเกณฑ์ High Income Countries และ Upper Income Countries เป็นเวลา 3 ปีติดต่อกัน และดิฉันได้คาดการณ์ไว้ว่าตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2014 เป็นต้นไป ประเทศไทยจะไม่อยู่ในบัญชีรายชื่อประเทศที่ได้รับสิทธิ GSP แต่ก็ยังสามารถใช้ประโยชน์จากระบบ GSP ได้ไปจนถึงสิ้นปี 2014 ตามหลักเกณฑ์การปรับตัวซึ่งกำหนดไว้ 1 ปี

สวัสดีค่ะ ฉบับนี้ก็จะว่าด้วยระบบ GSP สหภาพยุโรปอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่เคยกล่าวมาแล้วเกี่ยวกับประเด็นที่สหภาพยุโรปเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ใหม่ในการตัดสิทธิ GSP โดยสหภาพยุโรปจะมุ่งเน้นการให้สิทธิ GSP แก่ประเทศที่มีความต้องการอย่างแท้จริง (Countries most in need) และจะตัดสิทธิฯ ประเทศที่ถูกจัดอันดับโดยธนาคารโลกให้อยู่ในกลุ่มที่มีรายได้ประชาชาติต่อหัวอยู่ในเกณฑ์ High Income Countries และ Upper Income Countries เป็นเวลา 3 ปีติดต่อกัน และดิฉันได้คาดการณ์ไว้ว่าตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2014 เป็นต้นไป ประเทศไทยจะไม่อยู่ในบัญชีรายชื่อประเทศที่ได้รับสิทธิ GSP แต่ก็ยังสามารถใช้ประโยชน์จากระบบ GSP ได้ไปจนถึงสิ้นปี 2014 ตามหลักเกณฑ์การปรับตัวซึ่งกำหนดไว้ 1 ปี

 

GSPEu1

 

แล้วก็เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ ล่าสุดคณะกรรมาธิการยุโรปได้ออก Commission Delegated Regulation (EU) No. 1421/2013 of 30 October 2013 เพื่อปรับปรุงรายชื่อประเทศที่ได้รับสิทธิ GSP และได้ประกาศลงใน Official Journal of the European Union แล้วเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2013 โดยสหภาพยุโรปได้กำหนดให้ Regulation ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2014 และตาม Regulation ดังกล่าวได้ปรากฎรายชื่อประเทศที่ถูกตัดสิทธิ GSP จำนวน 4 ประเทศ ได้แก่ จีน เอกวาดอร์ มัลดีฟส์ และไทย เนื่องจาก 3 ปีที่ผ่านมา (ตั้งแต่ปี 2011 – 2013) ประเทศเหล่านี้มีรายได้อยู่ในระดับ Upper Income Countries แต่ทั้ง 4 ประเทศนี้ยังคงสามารถใช้สิทธิ GSP ต่อไปได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2014

สำหรับกรณีการตัดสิทธิ GSP นั้น สหภาพยุโรปมีแนวทางปฏิบัติโดยจะยึดวันตรวจปล่อยสินค้าเป็นหลัก ซึ่งหมายความว่าสินค้าที่ส่งออกจากประเทศไทยที่จะขอรับสิทธิ GSP นั้น จะต้องให้ผู้นำเข้าในสหภาพยุโรปยื่นหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form A) พร้อมเอกสารผ่านพิธีการนำเข้า (Import Declaration) และเอกสารสำคัญอื่นๆ เพื่อผ่านพิธีการทางศุลกากรก่อนวันที่ 31 ธันวาคม 2014 และศุลกากรของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปจะต้องตรวจปล่อยสินค้านั้นภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2014 แต่หากผู้นำเข้าในสหภาพยุโรปยื่นเอกสารเพื่อผ่านพิธีการก่อนวันที่ 31 ธันวาคม 2014 แต่ศุลกากรไม่ได้ทำการตรวจปล่อยสินค้าภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2014  สินค้านั้นก็จะไม่สามารถใช้ประโยชน์จากระบบ GSP ได้

นอกจากนี้ สหภาพยุโรปยังได้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าภายใต้ระบบ GSP อีกด้วย โดยคณะกรรมาธิการยุโรปได้ออก Commission Implementing Regulation (EU) No. 530/2013 of 10 June 2013 เพื่อกำหนดให้เมียนม่าร์เป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกในกลุ่มอาเซียนที่สามารถสะสมถิ่นกำเนิดสินค้าระหว่างกันได้ (ASEAN Cumulation) ซึ่งหมายความว่าประเทศไทยหรือประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ สามารถนำวัตถุดิบจากเมียนม่าร์เข้ามาผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูปเพื่อส่งต่อไปยังสหภาพยุโรปภายใต้ระบบ GSP ได้ หรือประเทศไทยหรือประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ จะขายวัตถุดิบให้กับผู้ประกอบการในเมียนม่าร์เพื่อนำไปผ่านกระบวนการผลิตต่อจนได้ถิ่นกำเนิดในเมียนม่าร์แล้วส่งออกไปยังสหภาพยุโรปโดยใช้ประโยชน์จากระบบ GSP ก็ได้เช่นกัน ซึ่งในกรณีนี้ สินค้าที่ส่งออกจากเมียนม่าร์ไปยังสหภาพยุโรปจะได้รับสิทธิพิเศษสำหรับประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (Special Arrangement for Least Developed Countries) ภายใต้โครงการ Everything but Arms (EBAs) คือสหภาพยุโรปจะให้การยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศพัฒนาน้อยที่สุดทุกชนิดยกเว้นอาวุธ

Regulation (EU) No. 530/2013 of 10 June 2013 นอกจากจะกำหนดให้เมียนม่าร์เป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกในกลุ่มอาเซียนที่สามารถสะสมถิ่นกำเนิดสินค้าระหว่างกันได้แล้วก็ยังมีหลักเกณฑ์สำคัญที่ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องทราบอีกหลักเกณฑ์หนึ่งคือการไม่อนุญาตให้นำวัตถุดิบจากประเทศสมาชิกในกลุ่มอาเซียนที่ถูกสหภาพยุโรปตัดสิทธิ GSP ไปแล้วมาสะสมถิ่นกำเนิดสินค้าอีกต่อไป ซึ่งขณะนี้มีประเทศสมาชิกอาเซียน 3 ประเทศที่ถูกสหภาพยุโรปตัดสิทธิ GSP ไปแล้ว ได้แก่ บรูไน มาเลเซีย และสิงคโปร์ ดังนั้น วัตถุดิบจากทั้ง 3 ประเทศเหล่านี้ก็ไม่สามารถนำมาสะสมถิ่นกำเนิดในประเทศไทยได้ และตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2015 เป็นต้นไป วัตถุดิบจากประเทศไทยก็ไม่สามารถนำไปสะสมถิ่นกำเนิดสินค้าในประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ ที่ยังคงได้รับสิทธิ GSP จากสหภาพยุโรปได้เช่นกัน(ดูภาพประกอบ)

 

GSPEu

 

จากภาพสามารถอธิบายได้ว่าขณะนี้ประเทศสมาชิกอาเซียนถูกแยกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มประเทศที่ถูกตัดสิทธิฯ ได้แก่ บรูไน สิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย (ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2015) และกลุ่มประเทศที่ยังได้รับสิทธิ GSP จากสหภาพยุโรป ได้แก่ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ลาว กัมพูชา และเมียนม่าร์ ซึ่งตามหลักเกณฑ์ใหม่ สหภาพยุโรปกำหนดให้มีการสะสมถิ่นกำเนิดกันได้ระหว่างประเทศที่ยังคงได้รับสิทธิ GSP อยู่เท่านั้น ซึ่งก็คือ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ลาว กัมพูชา และเมียนม่าร์ ส่วนประเทศไทยก็ยังคงสามารถสะสมถิ่นกำเนิดสินค้าไปได้จนถึงสิ้นปี 2014 สำหรับเวียดนามก็สามารถสะสมถิ่นกำเนิดฯ กับประเทศสมาชิกอาเซียนได้จนกว่าการเจรจา FTA ระหว่างเวียดนามกับสหภาพยุโรปจะเสร็จสิ้น

 

สำหรับสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม (พิกัดฯ 50 – 62) ของไทยที่ใช้สิทธิ GSP ส่งออกไปสหภาพยุโรปในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2013 (มกราคม – พฤศจิกายน) มีมูลค่า 667.88 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 72.44 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไปยังสหภาพยุโรปทั้งหมดซึ่งมีมูลค่า 921.78 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากตัวเลขการใช้สิทธิฯ ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการส่งออกสินค้าในหมวดสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยไปตลาดสหภาพยุโรปในปัจจุบันยังคงพึ่งพา GSP อยู่ค่อนข้างมาก ดังนั้น การถูกตัดสิทธิฯ อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าในหมวดนี้ของไทยได้

 

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2015 เป็นต้นไป ไทยจะไม่ได้รับสิทธิ GSP จากสหภาพยุโรปอีกต่อไปก็ตาม แต่ประเทศในแถบยุโรปอื่นๆ เช่น สวิตเซอร์แลนด์ และนอร์เวย์ ก็เป็นแหล่งส่งออกสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มที่สำคัญที่เรายังมีโอกาสเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดได้และที่สำคัญคือทั้ง 2 ประเทศนี้ยังคงให้สิทธิ GSPแก่ไทยอยู่ต่อไป ซึ่งที่ผ่านมามีการใช้สิทธิฯ ส่งออกไปยังสวิตเซอร์แลนด์มูลค่า 20.20 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 90.75 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไปยังสวิตเซอร์แลนด์ สำหรับสินค้าที่มีการขอใช้สิทธิ GSP ส่งออกไปยังนอร์เวย์คือสินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูป (พิกัดฯ 61 และ 62) ซึ่งมีมูลค่า 4.97 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 42.57 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไปยังนอร์เวย์ ส่วนสินค้าพิกัดฯ 50 – 60 จะไม่มีการขอใช้สิทธิ GSP ส่งออกไปนอร์เวย์เนื่องจากสินค้าดังกล่าวมีการยกเว้นภาษีนำเข้าปกติ (MFN Rate) อยู่แล้ว

 

ท้ายนี้ อยากจะฝากว่าหากผู้ประกอบการไทยไม่สามารถยกระดับความได้เปรียบทางการแข่งขันเพื่อส่งออกสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มโดยอาศัยกลยุทธ์ในการบริหารงานด้านการค้าระหว่างประเทศที่เหนือกว่าคู่แข่งภายใต้ภาวะการแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นในปัจจุบันนี้แล้ว ก็อาจส่งผลให้ความได้เปรียบทางการแข่งขันของไทยไม่ยั่งยืนตลอดไปและอาจส่งผลให้อุตสาหกรรมดังกล่าวของไทยต้องมีการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีต้นทุนที่ต่ำกว่าก็ได้