Switch to: uk
25 March 2017 18:11PM

ผ้าผืน-ฟอกยอมขยับย้ายฐาน เล็งพม่าเบอร์1

13 Feb 12 ,  ฐานเศรษฐกิจ
  • 0

สิ่งทอต้นน้ำส่งสัญญาณขยายฐานไปต่างประเทศตามการ์เมนต์  ชี้พม่าน่าลงทุนสุด เล็งใช้เป็นฐานเจาะตลาดภายใน และใช้สิทธิพิเศษส่งออกไปญี่ปุ่น ยุโรป ระบุตลาดส่งออกสิ่งทอไทยยังมีอนาคตไกล หลังญี่ปุ่นเทออร์เดอร์ผ้าผืนมาไทยลดพึ่งพานำเข้าจากจีน มั่นใจอุตสาหกรรมยังโตได้ระดับ 10% ต่อปี ขณะตลาดในประเทศโตวันโตคืน สิ่งทอใช้ในอุตสาหกรรมรถยนต์ โรงพยาบาล โรงแรมบูม


นายสมศักดิ์  ศรีสุภรวาณิชย์  ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และนายกสมาคมอุตสาหกรรมทอผ้าไทย เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมสิ่งทอต้นน้ำและกลางน้ำ อาทิ ฟอกย้อม พิมพ์และตกแต่งสิ่งทอ ปั่นด้าย และทอผ้าผืนมีแนวโน้มขยายหรือย้ายฐานการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น โดยตัวเลือกอันดับหนึ่งในเวลานี้คือประเทศพม่าที่กำลังเปิดประเทศไปสู่ระบอบประชาธิปไตย และกำลังปรับปรุงกฎระเบียบ สิทธิประโยชน์ และเร่งพัฒนาระบบสาธารณูปโภคต่างๆ เพื่อรองรับการลงทุนจากต่างประเทศ อีกทั้งสหรัฐอเมริกา และยุโรปส่งสัญญาณที่จะยกเลิกการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ หรือเลิกแซงก์ชันในเร็วๆ นี้

ดังนั้นจึงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการสิ่งทอของไทยในกลุ่มข้างต้นที่จะไปลงทุนใช้พม่าเป็นฐานการผลิตเพื่อป้อนให้กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม(การ์เมนต์)ของไทยหลายรายที่กำลังจะไปลงทุนในพม่าหลังประสบปัญหาแรงงานขาดแคลนมานาน และล่าสุดรัฐบาลได้เตรียมปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาท/วันในเดือนเมษายนนี้ ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนที่สูงขึ้น ขณะที่ในพม่ามีแรงงานจำนวนมาก และค่าจ้างยังไม่สูง

"สิ่งทอต้นน้ำที่ไปลงทุนในพม่าแล้วมีของอดีตนายกสมาคมอุตสาหกรรมฟอกย้อมฯ และมีอีกหลายรายเช่นโรงงานทอผ้าของผมก็กำลังศึกษาลู่ทาง เพราะอนาคตเมื่ออาเซียน 10 ประเทศรวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจ หรือเออีซีในปี 2558 การลงทุนในประเทศไหนก็เหมือนเป็นฐานการผลิตเดียวกันสามารถส่งไปขายในประเทศสมาชิกไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า รวมถึงส่งไปจำหน่ายในประเทศคู่สัญญาเอฟทีเอ(เขตการค้าเสรี)กับอาเซียน เช่นญี่ปุ่นก็ไม่ต้องเสียภาษี ส่งจากพม่า ลาว กัมพูชาไปยุโรปก็ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี ต้นทุนได้เปรียบกว่าที่ผลิตในเมืองไทย ประกอบกับในอีกประมาณ 10 ปีข้างหน้าแรงงานพม่าที่มีอยู่ในประเทศไทย 3-4 ล้านคน มีแนวโน้มที่จะกลับไปทำงานที่พม่าเพราะอุตสาหกรรมภายในเขาจะโตขึ้น ซึ่งจะยิ่งทำให้การผลิตในไทยขาดแคลนแรงงานมากขึ้น"

นายสมศักดิ์ กล่าวถึงภาพรวมการส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยในปี 2554 ที่ผ่านมา  มีมูลค่าการส่งออกรวมกัน 8,255.30 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 7.55% เมื่อเทียบกับปี 2553 ในจำนวนดังกล่าวแยกเป็นการส่งออกสิ่งทอต้นน้ำ-กลางน้ำ(ผ้าผืน ด้าย เส้นใยประดิษฐ์ เคหะสิ่งทอ ผ้าปัก ผ้าลูกไม้ ผ้าคลุมไหล่ และอื่นๆ )  มูลค่า 4,980.30 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว 11.41% ส่วนเครื่องนุ่งห่ม(เสื้อผ้าสำเร็จรูป ชุดชั้นใน ถุงเท้า ถุงน่อง ถุงมือ)  ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมปลายน้ำของสิ่งทอมีการส่งออก 3,275.00 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัวเพียง 2.16% เป็นผลจากการส่งออกเครื่องนุ่งห่มได้รับผลกระทบจากมหาอุทกภัยช่วงปลายปี 2554 ทำให้มีปัญหาการผลิตและส่งมอบสินค้าในไตรมาสสุดท้าย

อย่างไรก็ตามมองว่า อุตสาหกรรมสิ่งทอต้นน้ำและกลางน้ำที่ยังส่งออกได้ดีมีปัจจัยสำคัญจากการส่งออกผ้าผืนไปยังประเทศเพื่อนบ้านอาทิ เวียดนาม ลาว กัมพูชา พม่าเพื่อตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูปและเครื่องนุ่งห่มอื่นๆ เพื่อส่งออกไปยังประเทศที่สาม การส่งออกเคหะสิ่งทอทั้งผ้าม่าน ผ้าปูเตียง ปลอกหมอน และอื่นๆ สำหรับใช้ในโรงแรมหรือสถานที่ท่องเที่ยวกำลังขยายตัวมากขึ้น  ดังนั้นจึงคาดว่าแนวโน้มการส่งออกสิ่งทอจากนี้ไปจะยังขยายตัวได้ในระดับไม่ต่ำกว่า 10% ต่อปีหากไม่มีสถานการณ์รุนแรงเช่นเศรษฐกิจโลกทรุดมากระทบ ประกอบกับสิ่งทอประเภทต่างๆ ที่ใช้ในประเทศ ทั้งสิ่งทอที่ใช้ในโรงพยาบาล อาทิ ผ้าปูเตียงกันเชื้อโรค เชื้อรา ผ้าระบายความร้อน ปลอกหมอนคนไข้ สิ่งทอที่ใช้อุตสาหกรรมยานยนต์ ภาคการก่อสร้างก็ขยายตัวมากขึ้นทิศทางแนวโน้มอุตสาหกรรมสิ่งทอจะยังมีอนาคต แม้ค่าจ้างแรงงานจะปรับขึ้นเป็น 300 บาท/วัน จะส่งผลกระทบต้นทุน แต่ผู้ประกอบการก็ได้เร่งพัฒนาสินค้าที่มีนวัตกรรมหรือมีมูลค่าเพิ่มเพื่อลดผลกระทบไว้แล้ว

" อุตสาหกรรมสิ่งทอในประเทศยังไปได้ แต่ที่มีแนวโน้มออกไปลงทุนขยายฐานไปประเทศเพื่อนบ้านก็เพื่อหาลู่ทางโอกาสทางการตลาด และลดต้นทุนเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้มากขึ้น ที่น่าสังเกตในปีที่ผ่านมาคือ การส่งออกสิ่งทอเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผ้าผืนไปญี่ปุ่นในปีที่แล้วขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2553 ถึง 140 % จากมูลค่า 36 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯเพิ่มเป็น 88 ล้านบาท ส่วนหนึ่งผลจากเขาต้องการลดการพึ่งพาการนำเข้าจากจีน และผลจากเอฟทีเอที่ไทยและอาเซียนทำกับญี่ปุ่น"