Switch to: uk
01 May 2017 08:23AM

มุ้งไทย "นาโน"ไปตลาดโลก เท่าไรก็ไม่พอ ความต้องการทั่วโลก 100 ล้านหลังต่อปี

06 May 11 ,  prachachat.net
  • 0

นับเป็นอีกโครงการต่อยอดผลิตภัณฑ์ที่ใส่แนวความคิดในการวิจัยพัฒนา รวมทั้ง การมองหาช่องทางการตลาดใหม่ ๆ จากตลาดที่เราอาจจะมองข้ามไป แต่กลับเป็นตลาดที่มีความต้องการในตัวผลิตภัณฑ์ไม่น้อย


บริษัท บางกอก เบดเน็ท อาร์แอนด์ดี มาร์เก็ตติ้ง จำกัด และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ร่วมกับ สำนักนวัตกรรมแห่งชาติ พัฒนามุ้งนาโนกันยุงภายใต้แบรนด์ "ไทเกอร์" ได้เป็นผลสำเร็จ


นับเป็นการเริ่มต้นของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีตลาดรองรับเรียบร้อยแล้ว


ล่าสุดบริษัทบางกอก เบดเน็ทฯได้ส่งตัวอย่างมุ้งนาโนเข้ารับการประเมินผ่านมาตรฐานองค์การอนามัยโลก ในคุณสมบัติด้านการเคลือบสารฆ่ายุง ที่คาดว่าจะทราบผลภายใน 1 ปีนับจากนี้ และจะสามารถใช้ช่องทางจำหน่ายผ่านองค์การอนามัยโลก และองค์การที่เกี่ยวข้องเพื่อนำไปแจกจ่ายในประเทศ ที่มีการระบาดของโรคมาลาเรียได้


ศุภไช แพร่พีรกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอก เบดเน็ท อาร์แอนด์ดี มาร์เก็ตติ้ง จำกัด กล่าวถึงช่องจัดจำหน่ายนี้ว่า องค์กรต่าง ๆ เช่น องค์การอนามัยโลก ยูนิเซฟ ยูเอ็น เป็นต้น ได้ใช้งบประมาณมากกว่า 25 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยสัมพันธ์จัดซื้อมุ้งป้องกันโรคมาลาเรียให้กับประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะประเทศแถบแอฟริกาที่มีการระบาดของโรคมาลาเรียอย่างหนัก


"ช่องทางการตลาดมีแนวโน้มดีจากการประเมินว่าผู้ติดเชื้อมาลาเรียมีมากกว่า 500 ล้านคน และมีความต้องการมุ้งทั่วโลกไม่น้อยกว่า 100 ล้านหลังต่อปี ขณะที่ผู้ผลิตมุ้งกันยุงทั่วโลกมี 7 บริษัท จาก 5 ประเทศ คือ เดนมาร์ก ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เยอรมนี และอังกฤษเท่านั้น ที่ผ่านมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก แสดงให้เห็นถึงโอกาสและความต้องการที่ยังมีอยู่อีกมาก"


ด้าน ชูหวัง หัตถกิจโกวิท ที่ปรึกษาฝ่ายการตลาด บริษัท บางกอก เบดเน็ท อาร์แอนด์ดี มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ให้ข้อมูลว่า การจำหน่ายมุ้งไทเกอร์แบ่งเป็น 3 ช่องทางหลัก


ได้แก่ การส่งออกภายใต้แบรนด์ "โคซซี่เน็ต-ไลฟ์" (Cozynet-Life) จำหน่ายให้กับองค์การอนามัยโลกเป็นหลัก สำหรับนำไปแจกจ่ายให้ประเทศที่มีความต้องการ รองลงมาคือ ส่งออกให้กับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า ลาว เป็นต้น และจำหน่ายในประเทศภายใต้แบรนด์ "ไทเกอร์" ซึ่งราคาจำหน่ายทั้งในและนอกประเทศเท่ากันคือ 370 บาท


สำหรับการจำหน่ายในประเทศ ใช้วิธีการเสนอขายผ่านองค์การบริหารของแต่ละจังหวัดและตำบล เพื่อให้เขานำไปแจกจ่ายให้กับชาวบ้าน ซึ่งภายหลังบริษัทผลิตมุ้งจำนวน 1,000 หลัง ช่วย ผู้ประสบภัยน้ำท่วมใน จ.สุราษฎร์ธานีได้มีออร์เดอร์สั่งผลิตเพิ่มอีก 2,000 หลัง สำหรับช่วยเหลือผู้ประสบภัยใน จ.กาญจนบุรี ทำให้บริษัทเตรียมผลิต ในเชิงพาณิชย์อย่างจริงจังมากขึ้น


"จุดเด่นของมุ้งไทเกอร์คือ เราพัฒนาสินค้าสูงกว่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลก คือทนการซักล้างได้ถึง 30 ครั้ง และหน่วงไฟได้นานถึง 5.4 วินาที หรือติดไฟได้ยากกว่าปกติ ในขณะที่บริษัทอื่นทำได้เพียงแค่ผ่านมาตรฐานเท่านั้น"


หลังจากนี้ บางกอก เบดเน็ทฯจะค่อย ๆ ทยอยเปิดตัวสินค้ากันยุงในรูปแบบอื่น ไม่ว่าจะเป็นเต็นท์พักแรมกันยุง มุ้งลวดกันยุง ชุดพนักงานรักษาความปลอดภัยกันยุง จีวรพระกันยุง เป็นต้น


อย่างไรก็ตาม แม้บางกอก เบดเน็ทฯจะสามารถผลิตมุ้งไทเกอร์ที่ได้มาตรฐานออกมาเป็นบริษัทที่ 8 จากทั่วโลก แต่ยังถือว่าไม่เพียงพอต่อความต้องการที่มีมากถึง 100 ล้านหลังต่อปี


นี่จึงอาจเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการได้ต่อยอดงานวิจัยเข้าสู่การผลิตในเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม ในการ เร่งพัฒนาศักยภาพให้ได้สินค้าที่มี ประสิทธิภาพ เพราะการขายผ่านองค์การอนามัยโลกเป็นช่องทางที่เรียกว่าเห็นกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน ทำให้กรอบของการพัฒนาเดินหน้าไปอย่างมีเป้าหมาย และสามารถกระจายสินค้าได้อย่างทั่วถึง