Switch to: uk
25 March 2017 18:16PM

ยกเว้นภาษี "R&D 300%" อัดฉีดภาคเอกชนเร่งสร้างนวัตกรรม

07 Apr 16 ,  prachachat
  • 0
การนำไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) จำเป็นต้องใช้นวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และการได้มาซึ่งนวัตกรรมย่อมมาจากการให้น้ำหนักกับเรื่องการวิจัยและพัฒนา (Research & De-velopment : R&D) โดยที่ผ่านมามีมาตรการจูงใจสำหรับภาคเอกชนคือการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 200% สำหรับรายจ่ายเพื่อการวิจัยและพัฒนา เทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งมาตรการดังกล่าวขยายไปสู่การยกเว้นภาษี 300% เมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยกำหนดระยะเวลาการให้สิทธิประโยชน์เป็นเวลา 5 ปี มีผลย้อนหลังตั้งแต่ 1 ม.ค. 2558-31 ธ.ค. 2562

การนำไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) จำเป็นต้องใช้นวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และการได้มาซึ่งนวัตกรรมย่อมมาจากการให้น้ำหนักกับเรื่องการวิจัยและพัฒนา (Research & De-velopment : R&D) โดยที่ผ่านมามีมาตรการจูงใจสำหรับภาคเอกชนคือการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 200% สำหรับรายจ่ายเพื่อการวิจัยและพัฒนา เทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งมาตรการดังกล่าวขยายไปสู่การยกเว้นภาษี 300% เมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยกำหนดระยะเวลาการให้สิทธิประโยชน์เป็นเวลา 5 ปี มีผลย้อนหลังตั้งแต่ 1 ม.ค. 2558-31 ธ.ค. 2562

 

RD

 

มาตรการยกเว้นภาษี 300% มีการกำหนดวงเงินการใช้สิทธิ์ในการหักค่าใช้จ่าย 3 เท่า หากผู้ประกอบการมีรายได้ไม่เกิน 50 ล้านบาท จะใช้สิทธิ์หักรายจ่ายเพื่อการวิจัยและพัฒนาฯในวงเงินสูงสุดร้อยละ 60 ของรายได้ แต่หากมีรายได้เกิน 50 ล้านบาท ส่วนที่เกิน 50 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 200 ล้านบาท หักรายจ่ายเพื่อการวิจัยและพัฒนาได้อีกร้อยละ 9 และส่วนที่เกิน 200 ล้านบาท หักรายจ่ายเพื่อการวิจัยและพัฒนาได้เพิ่มเติมอีกร้อยละ 6

 

ในงาน CEO Innovation Forum 2016 มีการพูดคุยถึงการยกเว้นภาษี 300% ซึ่งไม่เพียงแต่การเปิดตัวมาตรการนี้อย่างเป็นทางการ แต่ยังมีการบอกเล่าถึงภาพรวมของวงการวิจัยและพัฒนาของประเทศไทยที่นับว่ามีพัฒนาการไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

RD1

ดร.กิติพงศ์ พร้อมวงค์, ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล, น.สพ.รุจเวทย์ ทหารแกล้ว

 

ปักธงงบฯR&D 1% ของจีดีพี

 

"ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์" รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) เปิดเผยถึงผลการสำรวจข้อมูลการวิจัยและพัฒนาของภาคเอกชนไทยว่าเมื่อปี 2557 การลงทุนด้าน R&D อยู่ที่ 6.3 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 0.48% ของจีดีพี โดยมีสัดส่วนการลงทุนภาคเอกชนต่อภาครัฐ 54 : 46 ขณะที่ปี 2559 มีการตั้งเป้าหมายงบฯลงทุนต้องเพิ่มเป็น 1% ของจีดีพี และสัดส่วนการลงทุนของภาคเอกชนต่อภาครัฐขยับมาอยู่ที่ 70 : 30 ซึ่งภาคเอกชนมีการลงทุนด้านนี้เพิ่มขึ้น เห็นได้จากปี 2557 มีการลงทุน 3.4 หมื่นล้านบาท จากจำนวนผู้ประกอบการกว่า 5,500 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2556 ที่มีการลงทุนประมาณ 2.6 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 29%

 

"ปกติแล้วประเทศที่มีรายได้ประชาชาติ/คน/ปี อยู่ที่ 5,000 ดอลลาร์สามารถเร่งการลงทุนด้านการวิจัย และพัฒนาอย่างรวดเร็ว ซึ่งตอนนี้ประเทศไทยมีรายได้ประชาชาติอยู่ที่ 7,000 กว่าดอลลาร์/คน/ปี จึงถือว่ามีโอกาสในการลงทุนอย่างมาก ปัจจัยที่เอื้อมาจากการที่รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนในการสนับสนุน"

 

"ดร.กิติพงค์" ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า บุคลากรด้านวิจัยและพัฒนามีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยปี 2557 มีจำนวน 84,216 คน คิดเป็นสัดส่วนบุคลากรวิจัยและพัฒนา 13 คนต่อประชากร 10,000 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2556 ซึ่งมีบุคลากรด้านนี้ 70,686 คน ทั้งนั้น ภาคเอกชนมีจำนวนบุคลากรด้าน R&D มากขึ้น อันสอดคล้องกับค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยกลุ่มธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกหันมาทำการวิจัยและพัฒนาเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับบริษัทขนาดเล็กที่เริ่มมีการจ้างบุคลากรวิจัยเองมากขึ้นเช่นกัน

 

ประทับตรา 2,834 โครงการ

 

ด้านสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจากกรมสรรพากรให้ดำเนินการตรวจสอบและรับรองโครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีให้แก่ผู้ประกอบการภาคเอกชนสำหรับการขอรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตั้งแต่ปีงบประมาณ 2545

 

"ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล" ผู้อำนวยการ สวทช.กล่าวว่า จากการดำเนินงานที่ผ่านมามีโครงการวิจัยและพัฒนาที่ได้รับการรับรองแล้วจำนวน 2,834 โครงการ คิดเป็นมูลค่าโครงการรวม 9,886 ล้านบาท โดยประเภทอุตสาหกรรมที่ยื่นขอรับรองโครงการวิจัย สูงสุด 3 อันดับแรก คือ อุตสาหกรรมเกษตร อุตสาหกรรมยาและเคมีภัณฑ์ และอุตสาหกรรมการก่อสร้างและวัสดุ

 

"ผลการสำรวจมูลค่าผลกระทบเชิงเศรษฐกิจของโครงการวิจัยที่ได้รับรองจากสวทช. ในช่วงปีงบประมาณ 2553-2558 คิดเป็นมูลค่าผลกระทบรวม 16,489 ล้านบาท หรือสร้างผลกระทบประมาณ 8 เท่าเมื่อเปรียบเทียบกับภาษีที่ได้รับยกเว้นรวม 2,082 ล้านบาท อีกทั้งยังส่งผลให้มูลค่าการจ้างงานเพิ่มขึ้น 243.33 ล้านบาท ขณะเดียวกัน ยังเกิดการลงทุนเพิ่มของภาคเอกชน 1,166.67 ล้านบาท"

 

นอกจากนั้น สวทช.ยังมีการพัฒนากระบวนการพิจารณารับรองโครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเปิดให้บริการระบบ RDC Online ยื่นขอรับรองโครงการวิจัยผ่านทางอินเทอร์เน็ตเพื่อสร้างความสะดวกรวดเร็ว และตรวจสอบติดตามผลได้ง่าย รวมถึงมีการเพิ่มช่องทาง Fast Track ซึ่งสามารถทราบผลการรับรองโครงการได้ภายใน 1 เดือน

 

สร้างนวัตกรรมเพื่อธุรกิจยั่งยืน

 

ในมุมมองของภาคเอกชนอย่างเครือเบทาโกร "น.สพ.รุจเวทย์ ทหารแกล้ว" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัยและพัฒนากล่าวว่า ผู้บริหารระดับสูงขององค์กรเล็งเห็นความสำคัญถึงเรื่องการวิจัยและพัฒนามาตั้งแต่ปี 2541 โดยตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาอย่างเป็นทางการ และจาก 10 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันเบทาโกรมีนักวิจัยประมาณ 40 คน จำนวนนี้เป็นนักวิจัยระดับปริญญาเอก 10 คน ซึ่งบริษัทไม่ได้มองว่าการวิจัยและพัฒนาเป็นค่าใช้จ่ายขององค์กร แต่มองว่าเป็นการลงทุนซึ่งจะนำไปสู่การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน

 

"R&D ถือเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับบริษัททุกขนาด เพราะภาวะการแข่งขันในตลาดสูงมาก อีกทั้งธุรกิจมีความไม่แน่นอนสูง ดังนั้น บริษัทจึงต้องมีทั้งคุณภาพ นวัตกรรม เครือข่ายธุรกิจ และการสร้างประสบการณ์ที่ดีกับลูกค้า สิ่งเหล่านี้จะช่วยสร้างความแตกต่างให้กับธุรกิจได้"

 

สำหรับเบทาโกรซึ่งเติบโตมา 49 ปี ธุรกิจของบริษัทคือ OEM และ Trading ย่อมเกิดความไม่แน่นอน และโอกาสที่องค์กรไม่ยั่งยืนมีสูง การที่บริษัททำการวิจัยและพัฒนาเพิ่มเติม ส่งผลให้การต่อสู้ทางธุรกิจขององค์กรสามารถทำได้ในระยะยาวและยั่งยืน โดยตนมองว่ามาตรการยกเว้นภาษี 300% นั้นเป็นปลายทาง ซึ่งธุรกิจต้องมองตัวเองก่อนว่าหากลงทุนด้าน R&D แล้วจะทำเพื่ออะไร และผู้บริหารต้อง Commit กับเรื่องนี้อย่างเต็มที่

 

อนึ่ง นอกเหนือจากการสร้างนักวิจัยในองค์กร ที่ผ่านมาภาคเอกชนมักทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษาในการทำวิจัยและพัฒนา ซึ่งคาดว่ามาตรการนี้จะยิ่งกระตุ้นให้ภาคเอกชนคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ กับสถาบันการศึกษาเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน