Switch to: uk
01 May 2017 08:24AM

โซ่อุปทานงานผ้า

27 Oct 15 ,  สุวัฒน์ จรรยาพูน
  • 0
เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ผมมีโอกาสติดสอยห้อยตามอาจารย์ผมไปประเทศแคนาดา เพื่อศึกษาแนวคิดการใช้ระบบธุรกิจอัจฉริยะที่สนับสนุนการตัดสินใจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของโซ่อุปทานของโรงพยาบาล มีโอกาสเข้าเยี่ยมชมโรงงานบริการผ้าสำหรับโรงพยาบาล ที่ให้บริการด้านซักอบรีด ซึ่งได้เห็นการนำแนวคิดของโซ่อุปทานมาประยุกต์ใช้มากมาย ส่วนโรงพยาบาลในบ้านเราก็พบเห็นในรูปของการจ้างทำ (Outsource) หรือไม่ก็เปิดบริษัทลูกเข้ามาบริการให้โรงพยาบาลในเครือ

ผมมีโอกาสติดสอยห้อยตามอาจารย์ผมไปประเทศแคนาดา เพื่อศึกษาแนวคิดการใช้ระบบธุรกิจอัจฉริยะที่สนับสนุนการตัดสินใจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของโซ่อุปทานของโรงพยาบาล มีโอกาสเข้าเยี่ยมชมโรงงานบริการผ้าสำหรับโรงพยาบาล ที่ให้บริการด้านซักอบรีด ซึ่งได้เห็นการนำแนวคิดของโซ่อุปทานมาประยุกต์ใช้มากมาย ส่วนโรงพยาบาลในบ้านเราก็พบเห็นในรูปของการจ้างทำ (Outsource) หรือไม่ก็เปิดบริษัทลูกเข้ามาบริการให้โรงพยาบาลในเครือ

 

FabricSupplyChain

 

งานบริการผ้าในโรงพยาบาล ปกติเราจะพบว่าโรงพยาบาลส่วนใหญ่จะมีแผนกนี้ โดยจะมีเครื่องซักผ้าขนาดใหญ่ เครื่องอบผ้า เครื่องรีดผ้า สิ่งเหล่านี้ใต้องใช้ทรัพยากรของโรงพยาบาลจำนวนมาก เช่น บุคลากร พื้นที่ ค่าน้ำ ค่าไฟ ตัดเย็บเพิ่มใส่วนที่ขาด ต้องเก็บสต๊อคผ้าทั้งแบบทั้งพับ และแบบที่ตัดสำเร็จ รวมทั้งต้องมีแผน มีการบริหารจัดการ และหากดำเนินการไม่ดีก็จะมีปัญหาที่พบได้ปกติก็คือ มีผ้าไม่พอใช้ ทำงานไม่ทัน มีผ้าที่บางแผนกมากเกินไป ผ้าปูเตียงเหลือน้อย ผ้าห่มมีมากเกิน

 

นอกจากนี้งานบริการผ้าในโรงพยาบาลก็ไม่ใช่งานหลัก (Core Product) ของโรงพยาบาล การที่จะทุ่มสรรพกำลังลงไปเพื่อแก้ปัญหา ให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพนั้นก็ย่อมไม่คุ้มค่า ไม่เหมือนกับการลงทุนเพื่อให้บริการผู้ป่วย แม้ว่างานผ้าจะเป็นส่วนเสริมให้บริการผู้ป่วยดีขึ้น แต่ผู้ป่วยที่เป็นลูกค้าคงจะไม่รู้สึกอะไรมากนัก หากสามารถรักษาให้หายและสามารถกลับบ้านได้โดยมีสุขภาพแข็งแรงปลอดภัย

 

อีกประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ส่วนมากโรงพยาบาลในบ้านเราจะใช้แพทย์ พยาบาล เภสัชกร เป็นผู้บริหารจัดการในแผนกต่าง ๆ ซึ่งหากเป็นงานเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลย่อมถือได้ว่าสามารถจัดคนให้เหมาะกับงาน (Put the right man on the right job) เป็นการสร้างความเชี่ยวชาญทางอาชีพ บ่มเพาะให้บุคลากรมีประสบการณ์มากขึ้นในการรักษาพยาบาลซึ่งถือว่าเป็นส่วนสำคัญอย่างมากในการบริการสุขภาพ แต่หากใช้แพทย์ พยาบาล หรือเภสัชกรไปดูแลงานด้านอื่น เช่น งานบริการผ้า งานเวชภัณฑ์ปลอดเชื้อ งานคลังสินค้า เป็นต้น อาจารย์ผมว่าเปรียบเหมือนกับ "การเอาดาบซามูไรไปหั่นผัก"

 

ด้วยงานที่ไม่ใช่งานหลักของโรงพยาบาล แต่ก็ต้องเข้ามาบริหารจัดการให้ดี เพราะมีผลเกี่ยวเนื่องกับการให้บริการผู้ป่วย และสัมพันธ์โดยตรงกับความปลอดภัยของผู้ป่วย โรงพยาบาลจึงมีทิศทางที่จะโอนงานที่ไม่ใช่งานหลักออกไปจ้างให้ผู้อื่นทำแทน งานที่ทำสำเร็จเป็นส่วนใหญ่ก็เห็นจะเป็น งานด้านรักษาความปลอดภัย งานแม่บ้านทำความสะอาด ส่วนกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนในบ้านเราก็เปิดบริษัทลูกเข้ามาบริหารจัดการงานอื่นทุกงานที่ไม่ใช่งานคลินิก

 

เข้าเรื่องงานซักผ้าดีกว่าครับ เมื่อตอนต้องไปเยี่ยมไข้ตามโรงพยาบาลต่าง ๆ ผมก็มักจะชอบเดินไปทั่วโรงพยาบาลและก็จะพบเห็นหน่วยงานนี้ที่มีเครื่องซักขนาดใหญ่สูงกว่าตัวผมเปิดอยู่ เข้าใจว่าขั้นตอนซักเสร็จแล้ว พนักงานก็ไม่เห็นคาดว่าน่าจะไปส่งผ้าตามแผนกต่าง ๆ หรือไม่ก็อยู่ด้านในที่ผมมองไม่เห็น และก็คิดในใจ (ผมไม่เคยคิดนอกใจครับ) ว่าถ้าโรงพยาบาลรับจ้างโรงพยาบาลอื่นซัก-อบ-รีด ให้ก็น่าจะดีจะได้ใช้เครื่องซักเต็มประสิทธิภาพ และสามารถหารายได้เพิ่มขึ้นลดภาระต้นทุนที่มีอยู่ในปัจจุบัน บังเอิญได้เห็นข่าวอยู่บ่อย ๆ ว่าโรงพยาบาลภาครัฐขาดทุน แต่ไม่เคยได้ยินว่าโรงพยาบาลภาครัฐหารายได้อื่นมาเสริมแบบจริงจัง ซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะมาจากการติดปัญหาด้านกฎระเบียบก็เป็นได้ครับ

 

งานผ้าของแคนาดาที่ผมเห็นถึงกิจกรรมของโซ่อุปทานก็คือ เริ่มจากทางโรงงานซักเขาให้บริการโรงพยาบาลหลายแห่ง โดยให้ทุกโรงพยาบาลที่ใช้บริการ ไม่ต้องพิมพ์ชื่อโรงพยาบาลลงบนผ้าให้ใช้แบบเดียวเหมือนกันหมดทุกโรงพยาบาล ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาคัดแยกให้โรงพยาบาลแต่ละแห่ง ในบ้านเราผมยังเห็นว่าทุกโรงพยาบาลต้องมีชื่อโรงพยาบาลติดอยู่ที่ผ้าทุกชนิด โรงงานที่ซักผ้าต้องแยกซัก แยกเก็บ และแยกส่ง ทำให้ไม่สามารถใช้ทรัพยากรร่วมกันได้อย่างเต็มที่ นอกจากจะระบุชื่อโรงพยาบาลแล้วบางโรงพยาบาลยังระบุปี พ.ศ. ที่ผลิตผ้าไว้ด้วย ข้อดีก็คือสามารถคัดแยกได้ว่าของใหม่ของเก่าเหลือจำนวนเท่าใด และควรจะทิ้งของเก่าเมื่อใด แต่ข้อเสียก็คือผู้ที่นำไปใช้มักจะเลือกแต่ของใหม่ ไม่ชอบใช้ของเก่า บางครั้งผมเห็นว่าปี พ.ศ.ที่ระบุไว้ใหม่กว่า แต่ดูสภาพผ้าแล้วโทรมกว่าอายุมาก นอกจากยกเลิกลักษณะเฉพาะของแต่ละโรงพยาบาล โดยหันมาใช้ให้เหมือนกัน เพื่อความสะดวกในการคัดแยก และจัดส่ง ยังช่วยในด้านการผลิตใหม่เพิ่มเติม หรือทดแทนของเดิม เพราะสามารถจัดทำได้คราวละมาก ๆ เกิดการประหยัดจากขนาด (Economy of scale)

 

ด้านคัดแยกผ้าเพื่อส่งซัก เดิมแต่ละแผนกจะมีขั้นตอนมากมายเพื่อช่วยให้แผนกซักเกิดความสะดวก เช่น แยกผ้าปนเปื้อนมาก/น้อย แยกประเภทของผ้า ดังนั้นหากมีผ้าประมาณ 5 ประเภท ก็ต้องมีการแยกถึง 10 แบบ พื้นที่ในหอผู้ป่วยก็ต้องกันไว้ค่อนข้างมาก ที่สำคัญก็คือ มักจะแยกประเภทไม่ถูกต้องอยู่ดี ทำให้ต้องมีการแยกใหม่ซ้ำอีกครั้ง ผมเองก็ขอสารภาพว่าไม่เคยหย่อนผ้าปนเปื้อนได้ถูกต้องสักครั้ง เพราะผมอ่านป้ายแล้วไม่เข้าใจ เช่น ป้ายบอกว่า "สำหรับผ้าปูเตียง และผ้าห่มเท่านั้น" ส่วนอีกป้ายบอกว่า "ผ้าปนเปื้อนมาก" ผมถือผ้าปูเตียงที่ปนเปื้อนมากมาก็เกิดความไม่แน่ใจว่าจะใส่ถุงไหนดี สุดท้ายก็เลือกมั่ว ๆ ไป นอกจากนี้ ถุงที่ใช้ใส่ผ้าปนเปื้อนก็ไม่เคยวางที่ตำแหน่งเดิม สลับกันไปมาในแต่ละวัน ผมที่มาบ่อย ๆ จะใช้ความเคยชินก็ไม่ได้ต้องอ่านป้ายทุกครั้ง บางครั้งป้ายก็ถูกบังอ่านไม่ได้ ก็ต้องมั่วเหมือนเดิม ผมว่าน่าจะคล้าย ๆ กับการแยกขยะบ้านเราที่มองลงไปในถังขยะแล้วผมแยกไม่ได้เลยว่าควรจะทิ้งลงถังไหนดี

 

ทางแคนาดาก็ลดปัญหานี้ด้วยการไม่ต้องคัดแยก ใส่รวมทั้งหมดลงในถุงเดียวกัน หน้าที่การคัดแยกเป็นของโรงงานซักผ้าเอง เพราะจะชำนาญมากกว่า และมั่นใจได้ว่าแม่นยำกว่า ทำให้ขั้นตอนถัดไปทำงานง่ายขึ้น ไม่ต้องคัดแยกซ้ำ ส่วนปัญหาด้านการติดเชื้อจากการสัมผัสสิ่งปนเปื้อน ก็ให้พนักงานสวมอุปกรณ์ป้องกัน การรวมผ้าหลายโรงพยาบาลส่งผลให้เกิดความคุ้มค่าที่จะลงทุนเครื่องจักรประสิทธิภาพสูง และระบบบำบัดน้ำเสียจากการซักที่มีศักยภาพ ส่งผลให้มีความสามารถที่จะกำจัดสิ่งปนเปื้อนได้ดีกว่า และประหยัดกว่าที่โรงพยาบาลแต่ละแห่งดำเนินการเอง

 

ส่วนที่จะมีต้นทุนสูงกว่าโรงพยาบาลดำเนินการเองก็จะเป็นส่วนของกิจกรรมโลจิสติกส์ ที่ต้องเคลื่อนย้ายผ้าปนเปื้อนออกจากโรงพยาบาล และนำผ้าสะอาดกลับเข้าไปยังแผนกต่าง ๆ แต่ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้สามารถบริหารจัดการได้หากมีกระบวนการวางแผน และจัดเส้นทางการขนส่งจากที่ดี เพราะสามารถขจัดรถเที่ยวเปล่า หรือการจัดส่งไม่เต็มคันรถได้ เพราะทางโรงงานมีลูกค้าหลายโรงพยาบาล นอกจากนี้ยังเพิ่มความเชื่อมั่นให้โรงพยาบาลว่าจะไม่เกิดการขาดแคลนด้วยจำนวนรอบในการจัดส่งต่อวัน จำได้ว่าโรงพยาบาลในบ้านเราเบิกผ้า 2-3 วัน/ครั้ง บางแห่งก็สัปดาห์ละครั้ง ทั้ง ๆ ที่ระยะทางสั้นนิดเดียว แต่เมื่อมีการจ้างซัก ทางโรงงานสามารถจัดส่งได้วันละมากกว่า 1 เที่ยว ส่งผลให้ปริมาณผ้าที่ต้องเก็บสต๊อคลดลงหลายเท่าตัว ต้นทุนที่ลดลงนี้สามารถชดเชยค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นได้แบบมีเงินทอน

 

การคิดราคาทางแคนาดาเล่าให้ฟังว่าโรงงานซัก-อบ-รีด คิดราคาเหมาจ่ายต่อกิโลกรัม สำหรับผ้าทั่วไป เช่น ผ้าปูที่นอน ปลกหมอน ผ้าห่ม ส่วนผ้าที่มีราคาสูงต้องการระบฆ่าเชื้อ เช่น ชุดผ่าตัด เสื้อกาวน์ จะติด RFID เพื่อนับจำนวนครั้งที่ซัก และคิดราคาต่อชิ้น ซึ่งค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจะต่ำกว่าที่โรงพยาบาลดำเนินการเอง และเป็นการลดภาระงานที่ไม่ถนัดของโรงพยาบาลลง ส่งผลให้สามารถพัฒนาและปรับปรุงงานคลินิกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริการ และยกระดับความปลอดภัยของผู้ป่วยให้เพิ่มขึ้น

 

การรวมตัวกันของธุรกิจรูปแบบเดียวกัน ร่วมกันผลักดันภาระงานที่ไม่ถนัดออกไปเป็นธุรกิจใหม่ เน้นการแข่งขันกันในงานหลัก และร่วมมือกันในงานรอง นับว่าเป็นรูปแบบของโซ่อุปทานที่น่าสนใจ ซึ่งจะพบได้ว่าความสำเร็จที่ได้นี้จะต้องมาจากการปรับเปลี่ยนวิธีคิด โดยให้คิดถึงส่วนรวมเป็นหลัก หากนำแนวคิดแบบเดิมที่มุ่งประโยชน์ของตนและพวกพ้อง การรวมตัวเพื่อทำงานร่วมกันเป็นโซ่อุปทานย่อมไม่สัมฤทธิ์ผล ความปรองดองย่อมไม่เกิด ไม่สามารถก้าวข้ามออกจากกรอบเดิม เพื่อก่อให้เกิดความยิ่งใหญ่ได้