Switch to: uk
01 May 2017 08:26AM

สุขจิต แดงใจ ทายาทผ้าย้อมคราม

02 Nov 15 ,  กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย posttoday
  • 0
ผ้าย้อมครามเคยหายไปจากประเทศไทยเมื่อ 70 ปีที่แล้ว เป็นเรื่องเล่าจากแม่ประไพพันธ์ แดงใจ ส่งต่อให้ลูกสาว มอญ-สุขจิต แดงใจ เธอเล่าว่า 23 ปี ที่แล้วคุณแม่เฝ้าตามหาคนมือดำอยู่ที่ตลาดบ้านนาดี จ.สกลนคร เพื่อหาคนเฒ่าคนแก่ที่ย้อมครามเป็น ใช้ความอดทนอยู่ 3 ปี จนพบยายคนนั้นแต่ปัญหาต่อไป คือ ไม่มีต้นคราม ต้องใช้เวลาอีก 1 ปีไปตามหาต้นครามในป่า จากนั้นศึกษาวิธีสกัดครามอีก 1 ปี สู้กับมันจนทำเป็นผ้าย้อมครามได้สำเร็จ แต่ขณะที่ทุกอย่างจะไปได้สวยก็เจออีกปัญหาใหญ่ เพราะทัศนคติของคนทั่วไปเห็นผ้าย้อมครามเป็น ผ้าชาวนา ผ้าคนจน

ผ้าย้อมครามเคยหายไปจากประเทศไทยเมื่อ 70 ปีที่แล้ว เป็นเรื่องเล่าจากแม่ประไพพันธ์ แดงใจ ส่งต่อให้ลูกสาว มอญ-สุขจิต แดงใจ เธอเล่าว่า 23 ปี ที่แล้วคุณแม่เฝ้าตามหาคนมือดำอยู่ที่ตลาดบ้านนาดี จ.สกลนคร เพื่อหาคนเฒ่าคนแก่ที่ย้อมครามเป็น ใช้ความอดทนอยู่ 3 ปี จนพบยายคนนั้นแต่ปัญหาต่อไป คือ ไม่มีต้นคราม ต้องใช้เวลาอีก 1 ปีไปตามหาต้นครามในป่า จากนั้นศึกษาวิธีสกัดครามอีก 1 ปี สู้กับมันจนทำเป็นผ้าย้อมครามได้สำเร็จ แต่ขณะที่ทุกอย่างจะไปได้สวยก็เจออีกปัญหาใหญ่ เพราะทัศนคติของคนทั่วไปเห็นผ้าย้อมครามเป็น ผ้าชาวนา ผ้าคนจน

 

SukjitDaengjai1

 

“แม่กับมอญนั่งรถเข้ากรุงเทพฯ นำผ้ามาขาย แต่คนรู้จักแต่หม้อห้อมอย่างเดียว ยังไม่มีคนรู้จักว่าผ้าย้อมครามคืออะไร ทำให้ไม่มีใครอยากใส่ มันเลยฝังใจมอญมาตั้งแต่ตอนนั้น”

 

กระทั่งเธอได้ไปเรียนภาษาที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งนั่นเป็นครั้งแรกที่ทำให้เธอรู้ว่าคนญี่ปุ่นก็ทำผ้าย้อมคราม แต่มันไม่ได้เป็นผ้าชาวนาอย่างที่คนไทยดูถูก มันคือผ้าของชนชั้นสูงและราคาแพง ประกอบกับตอนนั้นเธอกำลังศึกษาด้านบริหาร จึงมองเห็นโอกาสทางการตลาดเป็นครั้งแรก

 

SukjitDaengjai

 

“ที่ญี่ปุ่นขายแจ็กเกตผ้าย้อมครามตัวละ 6 หมื่นบาท แต่บ้านเราขาย 600 บาท มันคือส่วนต่างราคามหาศาล ถ้านำผ้าของเรามาขายที่ญี่ปุ่นต้องได้เงินเยอะมาก ตอนนั้นคิดไปไกล เลยกลับมาบ้าน กลับมาทำต่อกับคุณแม่ ความอยากรวยทำให้เราอยากทำผ้าย้อมคราม (หัวเราะ)”

 

หลังจากการเปิดโลกครั้งนั้น ทำให้เธอสมัครเรียนด้านแฟชั่นดีไซน์ที่สถาบันออกแบบนานาชาติชนาพัฒน์อีก 2 ปี ซึ่งทุกครั้งที่ทำคอลเลกชั่นผ้าส่งครู เธอจะใช้ผ้าย้อมครามจากที่บ้านเป็นวัสดุ กลายเป็นว่าเธอเป็นความแตกต่างในรุ่นเพราะเป็นคนเดียวที่ใช้ผ้าไทย ครูต่างชาติยังบอกกับเธอว่า มอญ คือ ความแตกต่างของวงการและเป็นสิ่งที่ชาวยุโรปตามหามานาน

 

SukjitDaengjai2

 

“มอญถูกฝังหัวเรื่องการบริหารมา ดังนั้นเราต้องหาจุดแข็งที่คนอื่นไม่มี ในขณะที่วัยรุ่นคนอื่นเขาเก่งคอมพิวเตอร์ แต่เราย้อมผ้าได้ ถึงแม้มันจะเป็นโนว์ฮาวพื้นๆ แต่มันไม่ใช่โนว์ฮาวทั่วไปที่ใครๆ ก็มี มอญเลยเหมือนเป็นตัวแทนเด็กรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกเก่าๆ กับแม่กับยาย ทำให้เกิดการผสมผสานระหว่างความเก่าและใหม่ซึ่งมันทำให้ผ้าไทยไปต่อได้” และเพราะการเรียนครั้งนั้นที่ต้องทำผ้าเองทุกกระบวนการทำให้เธอเข้าไปอยู่ในโลกผ้าย้อมครามอย่างเป็นแท้จริง

 

อย่างไรก็ตาม แนวคิดของคนสองยุคก็มีจุดขัดแย้งกัน มอญ เล่าว่า ช่วงแรกแม่ยังไม่ยอมให้นำผ้ามาตัดเป็นหมวกเป็นเสื้อ เพราะแม่ยังเห็นผ้าครามเป็นของแพงและต้องใช้เป็นผ้าซิ่นเท่านั้น เธอกับแม่จึงต้องปรับทัศนคติกันสักพักกระทั่งแม่ยอมรับได้ว่ามันคืองานดีไซน์ ปัจจุบันแบรนด์ผ้าย้อมคราม ฑีตา ที่แม่ประไพพันธ์สร้างมาตั้งแต่ปี 2535 มีลูกค้าเป็นวัยรุ่นมากขึ้นเพราะสามารถซื้อไปใส่เดินสยามได้แบบไม่ต้องอายใคร

 

SukjitDaengjai4

 

“คนรุ่นใหม่ไม่ได้รังเกียจผ้าไทยนะ เขาแค่ไม่รู้ว่าจะใส่ให้มันเข้ากับยุคสมัยยังไง แต่ตอนนี้ผ้าย้อมครามกลายเป็นความสากลแล้ว” มอญ กล่าว “จริงๆ แล้วผ้าย้อมครามเป็นวัสดุสำหรับอนาคตนะ เพราะมันเป็นผ้าที่ไม่ทิ้งอะไรไว้ข้างหลังเลย เราปลูกฝ้ายเอง สีย้อมครามก็มาจากใบคราม มะขามเปียก ปูนกินหมาก น้ำเหลือทิ้งก็นำไปเป็นปุ๋ย เทลงน้ำก็สร้างออกซิเจนให้ปลา หมาที่บ้านชอบกินน้ำย้อมผ้ามาก ถ้าไม่มีพลังงานเราก็ยังเหลือสิ่งทอนี้ไว้ใช้ได้”

 

ผ้าย้อมครามยังทำให้เธอเปลี่ยนทัศนคติการใช้ชีวิต จากวัยรุ่นที่อยากรวยอยากมีเงินมากๆ กลายเป็นคนที่หาความสุขได้โดยไม่ต้องพึ่งเงิน เธอเล่าเหตุการณ์ในวันหนึ่งขณะนั่งย้อมผ้าอยู่ริมคลอง “ตอนนั้นปลาก็มา ผีเสื้อก็มา หมาก็มานั่งให้กำลังใจอยู่ข้างๆ แล้วอยู่ดีๆ มันก็รู้สึกมีความสุขขึ้นมา นั่นเป็นครั้งแรกเลยที่รู้สึกว่าความสุขมันไม่ต้องใช้เงินซื้อ มันมีความสุขมาจากข้างใน กลายเป็นว่าครามสอนเราเยอะมาก”

 

SukjitDaengjai3

 

นอกจากนี้ พออยู่กับครามบ่อยๆ มันทำให้เธอหยุดมองตัวเองแล้วคิดถึงคนรอบข้างมากขึ้น อย่างผ้าย้อมครามที่เธอทำก็แจกจ่ายให้คุณยายในหมู่บ้านช่วยกันทอผ้า เวลามีคนมาซื้อผ้าเธอก็สามารถเล่าได้ว่าผ้าผืนนั้นทอจากยายคนไหน สร้างเรื่องราวให้ผ้าแต่ละผืนและทำให้ยายเหล่านั้นไม่ถูกลืม

 

“เราทุกคนรู้ว่าเวลามันแพง เวลามันเอาคืนมาไม่ได้ แต่ของที่ใช้เวลากลับเป็นของไม่มีค่า”

 

ขณะนี้มอญมีหน้าที่เป็นคนออกแบบสินค้า ส่วนแม่ประไพพันธ์เป็นคนออกแบบลายผ้า แบรนด์ฑีตาจะทำให้ผ้าย้อมครามไม่หายไป

 

ประเทศไทยมีศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ ศ.ศ.ป. (SACICT) ที่ได้จัดตั้งโครงการ SACICT Craft Trend เทรนด์หัตถกรรมร่วมสมัย เพื่อส่งเสริมสนับสนุนงานดีไซน์ที่ไม่ทิ้งรากมรดกทางวัฒนธรรมดั้งเดิม รวมถึงทำงานร่วมกับนักออกแบบร่วมสมัยและช่างหัตถศิลป์ของไทย เพื่อนำเสนอแนวโน้มงานหัตถกรรมให้สอดคล้องกับความต้องการและรสนิยมของผู้บริโภคในปัจจุบัน คนทั่วไปสามารถชมงานหัตถศิลป์ไอเดียบรรเจิด ได้ที่ห้องนิทรรศการ SACICT Craft Trend ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ จ.พระนครศรีอยุธยา