Switch to: uk
30 April 2017 18:46PM

“วาริกซ์ฯ” นักคว้าโอกาส คว้าสิทธิ์ชุดแข่งทีมชาติไทย

16 Nov 16 ,  ttistextiledigest
  • 0
แม้ทีมชาติไทยไม่ได้ไปบอลโลกแต่กระแสบอลไทยฟีเวอร์จุดติดแล้ว “วิศัลย์ วนะศักดิ์ศรีสกุล” บิ๊กบอสแห่ง “วาริกซ์ สปอร์ต”ตีกลองขายชุดทีมชาติไทยต่อ

แม้ทีมชาติไทยไม่ได้ไปบอลโลกแต่กระแสบอลไทยฟีเวอร์จุดติดแล้ว “วิศัลย์ วนะศักดิ์ศรีสกุล” บิ๊กบอสแห่ง “วาริกซ์ สปอร์ต” ตีกลองขายชุดทีมชาติไทยต่อ

 

WisanWarrix

 

วาริกซ์ สปอร์ต (WARRIX) ผู้เป็นเจ้าของสิทธิ์ผลิตสินค้า และสินค้าที่ระลึก กลุ่มที่ 1 ประกอบด้วย ชุดแข่ง ชุดซ้อม ชุดลำลอง ชุดเดินทาง ถุงเท้า รองเท้าของนักกีฬาทีมชาติไทยทุกชุด และเสื้อเชียร์ทีมชาติไทย เสื้อที่ระลึกของสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย เพื่อจำหน่ายให้ประชาชนทั่วไปเป็นเวลา 4 ปี ระหว่าง 1 ม.ค.2560- 31 ธ.ค.2563

 

“วิศัลย์ วนะศักดิ์ศรีสกุล” กรรมการผู้จัดการ วาริกซ์ฯ เผยกลยุทธ์การได้สิทธิ์มาครองว่า เกิดจากการเร่ง “คว้าโอกาส” จากกระแสที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที

 

“กระแสบอลไทยที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้บริษัทมองเห็นโอกาสในการผลิตเสื้อทีมชาติไทย แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เชียร์บอลไทยดั้งเดิม , กลุ่มแฟนบอลต่างประเทศ และกลุ่มที่ไม่ได้เชียร์ทีมใดเลย แต่รอชมการแข่งขันในรายการสำคัญ”

 

โดยแม้ว่าฟุตบอลทีมชาติไทยจะไม่ได้ไปบอลโลก แต่เขาเชื่อว่า ความนิยมในเกมบอล จะอยู่กับคนไทยอีกนาน

 

“แม้ทีมชาติไทยไม่ได้ไปบอลโลก ก็ยังมีการแข่งขันของทีมชาติไทยอีกหลายรายการที่กระตุ้นให้คนตามเชียร์ทีมไทย และที่สำคัญยังมีทีมอะคาเดมีจากหลากหลายสโมสรเตรียมปั้นนักเตะหน้าใหม่ทีมเยาวชนมาสู่สโมสร และทีมชาติที่พร้อมทำผลงานที่ดีที่ส่งผลทำให้บอลไทยและอุตสาหกรรมบอลไทยจะเติบโตต่อเนื่อง หลังจากปีนี้ยังคงมีฐานแฟนบอลขยายตัวมากขึ้น”

 

นอกจากนี้ ก่อนที่จะเข้ามาเสนอตัวจนเป็นผู้ได้รับสิทธิ์ฯ วาริกซ์ฯ ยังเห็นสัญญาณของตลาดการพัฒนากีฬาและเทรนด์การออกกำลังกายที่มาแรง

 

โดยพบว่า คนเชียร์กีฬาในประเภทต่างๆ เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำให้อุตสาหกรรมเกี่ยวกับกีฬาเติบโต วาริกซ์ฯจึงเริ่มเปิดแบรนด์ “วาริกซ์” เสื้อผ้ากีฬาผ้าเกรดคุณภาพราคาสูงกว่าราคาเฉลี่ยของแบรนด์ไทย แต่ต่ำกว่าแบรนด์ระดับโลก โดยยอดขายเติบโตอย่างรวดเร็วเป็น 400 ล้านบาท ภายใน 3 ปี

 

การเติบโตของธุรกิจยังเกิดจาก การพัฒนาเนื้อผ้าที่มีนวัตกรรม ในระดับเดียวกับแบรนด์เนมชั้นนำ ไปพร้อมกับการเดินกลยุทธ์ “ป่าล้อมเมือง” โดยเริ่มต้นจากการเข้าไปเป็นสปอนเซอร์ผลิตและจำหน่ายเสื้อกีฬาให้กับทีมสโมสรต่างจังหวัด อาทิ นครราชสีมา สุพรรณบุรี และชัยนาท ฯลฯ โดยรวมไม่ต่ำกว่า 20 ทีม ถือเป็นบริษัทที่เป็นเจ้าของสิทธิ์เสื้อทีมสโมสรที่มากที่สุดในประเทศ

 

วาริกซ์ ยังตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะสร้างการเติบโตทำรายได้ถึง 1,000 ล้านบาท ภายใน 3 ปี โดยเป็นรายได้จากการจำหน่ายเสื้อทีมชาติไทย 30% จำหน่ายเสื้อสโมสรฟุตบอล 30% สัดส่วนที่เหลือเป็นไลน์การผลิตดั้งเดิม คือ รับตัดชุดกีฬา และเครื่องแบบนักเรียน และพนักงาน

 

เขายังบอกว่า หากธุรกิจเดินไปตามแผนในอนาคตวางไว้จะนำธุรกิจเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรพย์  ระดมทุน สร้างองค์กรให้เป็นที่ยอมรับ เพื่อเป็น “สปริงบอร์ด” ไต่ระดับไปสู่แบรนด์ระดับชั้นนำในเอเชีย โดยการเข้าไปเป็นสปอนเซอร์ทีมฟุตบอล หรือ ทีมกีฬาสโมสรในต่างประเทศ ทั้งในยุโรป และในญี่ปุ่น

 

ขณะเดียวกัน ยังวางแผนจะขยายตลาดไปสู่อาเซียน เช่น การเข้าไปปักธง เปิดร้านจัดจำหน่ายร่วมทุน และเป็นสปอนเซอร์ทีมสโมสรฟุตบอลในมาเลเซีย

 

++++++++++++

 

คว้าสิทธิ์ 4 ปี 400 ล้าน

 

สำหรับบริษัท วาริกซ์ สปอร์ต เป็นผู้ชนะการประมูลให้ผลประโยชน์ตอบแทนต่อสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย เป็นค่าลิขสิทธิ์ปีละ 100 ล้านบาท รวม 4 ปี มูลค่า 400 ล้านบาท เฉลี่ยต้องจำหน่ายเสื้อกีฬาไม่ต่ำกว่า 3 แสนตัวต่อปี คิดเป็นรายได้ 270 ล้านบาทต่อปี เริ่มต้นที่ปีแรกที่รายได้ 100 - 200 ล้านบาท

 

โดยแผนการกระจายสินค้า ธุรกิจเลือกที่จะใช้ช่องทางพันธมิตรในร้านค้าดั้งเดิมกว่า 200-300 แห่งทั่วประเทศ และกำลังอยู่ระหว่างเจรจากับสะดวกซื้อ 7-11 รวมถึงไฮเปอร์มาร์เก็ต เป็นช่องทางการจำหน่ายเสื้อทีมชาติไทย และเตรียมเปิดร้านแฟล็กชิปขึ้นใหม่ 2 แห่งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รวมถึงการจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ที่มีอัตราเติบโตต่อเนื่องจากปัจจุบันที่มีสัดส่วนประมาณ 10% แต่มีโอกาสเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็น 20-30% ภายใน 1ปี

 

ทั้งนี้เสื้อเกรดพรีเมี่ยม อยู่ที่ตัวละ 890 บาท และผ้าทั่วไปอยู่ที่ตัวละ 200-300 บาท ที่วางจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อ และห้างสรรพสินค้าไฮเปอร์มาร์เก็ต

 

“เราจะทำให้เสื้อบอลไทยใส่ได้ทุกวัน ไม่ใช่เฉพาะวันแข่งขัน จึงต้องพัฒนารูปแบบ และการใช้งาน พร้อมกับพัฒนากระแสการรักและเชียร์ทีมชาติไทย ล็อตแรกจะวางจำหน่าย 2แสนตัวในเดือนม.ค.2560”

 

++++++++++++++


ซีอีโอนักรบผู้เป็นที่รัก

 

จากเด็กอายุ 14 ที่เดินตามความฝันของตัวเอง ในวันที่ธุรกิจค้าไม้ของครอบครัวล้มละลาย จึงทำให้เขาสู้ปากกัดตีนถีบรับถ่ายภาพ สอนพิเศษเด็กๆ เลี้ยงตัวเองจนเรียนจบมหาวิทยาลัยจากจุฬาฯ และเข้าทำงานจนอายุ 28 ปีตำแหน่งการตลาด ที่เอสซีจี และตำแหน่งเซลล์ ที่นันยางเท็กไทล์ ซึ่งเป็นที่จุดประกายให้เขาออกมาเปิดบริษัททอผ้าเพื่อรับออเดอร์ผ้าเกรดพรีเมี่ยมคุณภาพสูงและจำนวนน้อยระดับ 80-300ตัว

 

“วันที่ธุรกิจครอบครัวล้มผมบอกกับตัวเองว่า จะมีให้ได้มากกว่าที่พ่อมี และเป็นเจ้าของกิจการก่อนอายุ 30 ปี ผมจึงเริ่มจะดูแลตัวเองไม่ขอเงินจากทางบ้าน จึงส่งตัวเองเรียนเรื่อยมา จนได้เห็นโอกาสทางการตลาดของพรีเมี่ยมแต่ผลิตจำนวนน้อยระหว่างเป็นเซลล์ เพียงแค่รับออเดอร์สินค้าเกรดพรีเมี่ยมที่บริษัทเดิมทิ้งก็ผลิตไม่ทัน”

 

ธุรกิจสิ่งทอ เสื้อผ้าที่หลายคน มองว่าเป็นซันเซ็ท อาทิตย์ตกดิน แต่เขากลับมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการปลูกตำนานแบรนด์”วาริกซ์” แบรนด์แห่งนักรบ ที่ปรับมาจากคำว่า “Warrior”  ที่มาจากตัวเขา นักสู้ ที่ไม่ถอย สู้ยิบตา  กัดไม่ปล่อย

 

เขาคิดต่างจากคนทั่วไปในขณะที่ทุกคนมองว่าสิ่งทอเป็นซันเซส(พระอาทิตย์กำลังอับแสง) แต่เขากลับไม่คิดเช่นนั้น เขามองว่า สิ่งทอจะเป็นซันเซสหากคุณเป็นผู้รับจ้างผลิตแข่งกันที่ราคาถูก ไม่ต่างกันกับ “ทาสทางเศรษฐกิจ” ที่แบรนด์ดังฟันกำไรไปสิบเท่ากับผู้รับจ้างผลิต  คนจ้างไม่เคยภักดีต่อกัน พร้อมที่จะย้ายไปหาโรงงานใหม่ที่ถูกกว่า

 

แต่สำหรับเขาเดินโมเดลธุรกิจคนละแบบ รู้เรื่องนวัตกรรมเส้นใย ตอบโจทย์ฟังก์ชั่นการใช้งานได้ทุกแบบ ซึ่งเป็นที่ต้องการลูกค้าสินค้ามีคุณภาพราคาต่ำกว่าแบรนด์เนมสิบเท่า ไม่ใช่เพียงแฟชั่นที่มาแล้วก็ไป แต่เน้นการใช้งาน เริ่มต้นให้กับกลุ่มโรงเรียน เครื่องแบบออฟฟิส

 

เขาจึงกุมลูกค้าที่เน้นซื้อเสื้อผ้าเพื่อเน้นการใช้งาน

 

“เมื่อไหร่ที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจด้วยเหตุผลมากกว่าอารมณ์ลูกค้าพร้อมจะสวิชเปลี่ยนแบรนด์ได้อย่างยั่งยืน”

 

จากวันนั้นบริษัทจึงเติบโตเรื่อยมาจนก้าวกระโดด เสื้อผ้าพนักงาน โรงเรียนนานาชาติ จนถึงเสื้อผ้ากีฬา เพราะความรู้จากผู้ผลิตผ้าทอ จึงช็อปเทคโนโลยีเส้นใยใหม่ๆ มาผลิตผ้าผืนคุณภาพชั้นเยี่ยม ซึ่งเป็นฟังก์ชั่นคุณสมบัติพิเศษมากมาย อาทิ จีวรกันยุง หรือ ผ้าซับเหงื่อพิเศษ

 

จากวันแรก พนักงาน 3 คน ขยายเป็น 500 คนในปัจจุบัน

 

“ได้เดินตามความฝันที่ตั้งปณิธาน มีบ้านมีรถ และเป็นเจ้าของกิจการซื้อบ้านด้วยเงินสดในวัย30 ปี”

 

จากแบรนด์ที่คนคิดว่าเป็นไม้ประดับโนเนมในวงการเสื้อกีฬาที่เข้าไประมูลงานทีมชาติไทย เป็นผู้พลิกโผ ได้รับเดอร์ในยุคแวดวงกีฬากำลังเปลี่ยนแปลง

 

เขาเชื่อว่าโมเดลธุรกิจที่วางไว้ไม่ต่างกันกับแบรนด์ระดับโลกน้องใหม่ หลายแบรนด์ อาทิ อันเดอร์ อามัวร์ พวกเขาเกิดมาจากผู้รู้จริงเรื่องฟังก์ชั่น เส้นใยผ้าและเป็นผู้ผลิต ที่ไม่เอาเปรียบผู้บริโภค การบริหารจัดดการที่ดี บนข้อมูล ซึ่ง”วาริกซ์”ได้รับรางวัลเกี่ยวกับการบริหารจัดการดีเด่น 7ปีซ้อน

 

“เสื้อทีมชาติไทยคอลเล็คชั่นใหม่เขาบอกว่าเกรดดีกว่าแบรนด์ยักษ์ระดับโลกด้วยซ้ำ แต่ราคาถูกกว่ากัน” เขาเปรียบเทียบ  ความสำเร็จที่เขาสร้างขึ้นได้เขาบอกว่าเกิดจากความรักและศรัทธาในศาสนาที่เขามองว่าทุกอย่างต้องเกิดจากความรัก ที่เขาต้องการสร้างเป็นวัฒนธรรมอง์กร ที่ทุกคนทำงานเป็นทีม ร่วมกันคิดร่วมกันทำ

 

“เราร่วมกันตัดสินใจก่อนจะประมูลได้งานลิขสิทธิ์”ช้างศึก” ทีมเราเตรียมข้อมูลอย่างดี ทั้งจุดอ่อนจุดแข็ง และกลยุทธ์การตลาดมาทั้งหมด แล้วเคาะราคา และเมื่อมีปัญหากันระหว่างทีมงานเราจะเปิดให้คุยกันและจบตรงนั้น ไม่ต้องการให้เกิดการนินทาลับหลัง จบในโต๊ะประชุม เพราะทุกคนมีความรักต่อกัน แล้วทุกคนจะพร้อมใจกันทำงาน แม้เราจะกัดไม่ปล่อย แอกเกรสซีฟในเรื่องของธุรกิจ แต่เรามีบุคลิกอ่อนน้อมถ่อมตน”

 

ที่สำคัญ คือ เน้นการทำงานด้วยความสุขที่ไม่ใช่เพียงตัวเงิน เพราะเขาเชื่อว่าเมื่อไหร่ที่เราทำงานด้วยเงิน หวังเพียงกำไรเพียงอย่างเดียว จะไม่ภาคภูมิใจ จึงต้องทำงานด้วยศักดิ์ศรี ไม่เอาเปรียบใคร

 

“ผมมีปรัชญาการใช้ชีวิต คือคนหิวเงินไม่มีวันอิ่มเงิน สอนลูกน้องตลอด หากมีกำไรมากที่สุด หากเอาเงินเป็นที่ตั้ง พนักงานจะไม่มีความสุขและลูกค้าก็ไม่มีความสุข ทุกคนต้องเป็นเจ้าของร่วมกันไม่มีการเมือง อยู่ด้วยความรักเป็นพื้นฐานไม่ใช่ เชือดเฉือนกัน หากไม่รักอยู่กันไม่ได้ คุณค่าในองค์กรคือต้องรักกัน องค์กรต้องอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข”

 

เขาจึงวางโครงสร้างบริษัทไว้ว่า เมื่อถึงวันนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ ทีมงานผู้บริหารทุกคนร่วมกันเป็นผู้ถือหุ้น หรือเป็นเจ้าของร่วมกัน

 

Source:bangkokbiznews