25 March 2017 08:22AM

โอกาสเปิดกว้างใน ‘เมียนมา’ อ้าแขนรับทุกธุรกิจ

25 Dec 15 ,  ทีมข่าวประชาคมอาเซียนโพสต์ทูเดย์
  • 0
“เมียนมา” เป็นประเทศที่เนื้อหอมที่สุดในอาเซียน กำลังดึงดูดนักลงทุนจากทั่วทุกมุมโลกให้เข้าไปแสวงหาโอกาสการลงทุนที่ยังมีอยู่อีกมากมาย ซึ่งหลายคนอาจลังเลรอดูโฉมหน้ารัฐบาลชุดใหม่
ในต้นปีหน้า แต่ผู้ที่คลุกคลีอยู่ในวงการเมียนมาต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ห้ามรอช้า เพราะไม่เช่นนั้น โอกาสดีๆ อาจตกไปอยู่ในมือของนักลงทุนชาติอื่น

“เมียนมา” เป็นประเทศที่เนื้อหอมที่สุดในอาเซียน กำลังดึงดูดนักลงทุนจากทั่วทุกมุมโลกให้เข้าไปแสวงหาโอกาสการลงทุนที่ยังมีอยู่อีกมากมาย ซึ่งหลายคนอาจลังเลรอดูโฉมหน้ารัฐบาลชุดใหม่ ในต้นปีหน้า แต่ผู้ที่คลุกคลีอยู่ในวงการเมียนมาต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ห้ามรอช้า เพราะไม่เช่นนั้น โอกาสดีๆ อาจตกไปอยู่ในมือของนักลงทุนชาติอื่น

 

MynmarBusiness

 

ผกายเนติ์ เล่งอี้ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา ชี้ถึงโอกาสธุรกิจที่น่าสนใจในเมียนมาสำหรับผู้ประกอบการไทยว่าแบ่งเป็นกลุ่มหลักๆ ได้แก่ ภาคเกษตรกรรม ทั้งอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตรและประมง ธุรกิจวัสดุอุปกรณ์ และเครื่องจักรกลการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม เช่น ธุรกิจพลังงาน ธุรกิจสร้างระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน ธุรกิจ

เพื่อความงาม สินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงภาคบริการ เช่น บริษัทนำเที่ยว บริการสุขภาพ ร้านอาหาร สปา ธุรกิจโรงแรม ภาคธุรกิจแฟรนไชส์ เช่น ร้านอาหาร ร้านกาแฟ สปา การซ่อมรถยนต์ และภาคการศึกษา เป็นต้น

 

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางโอกาสที่ยังมีมากมาย เนื่องจากเมียนมาเพิ่งเปิดประเทศไม่นาน แต่ก็ต้องยอมรับว่าการลงทุนในเมียนมายังมีข้อจำกัดอยู่บ้าง ซึ่งสามารถแจกแจงได้เป็น 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ ระบบการชำระสินค้าของธนาคารเมียนมาที่ยังไม่มีความเป็นสากลและระเบียบมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

จึงเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งในการทำธุรกิจในเมียนมา

 

ขณะเดียวกัน ยังมีเรื่องกฎระเบียบการลงทุนที่อาจมีการสงวนไว้ให้กับชาวเมียนมาเท่านั้น เช่น หากนักธุรกิจไทยต้องการทำธุรกิจเทรดดิ้งจะต้องมีคนท้องถิ่นเป็นพันธมิตรและผู้กระจายสินค้าให้

 

“นอกจากประเด็นเรื่องกฎระเบียบของเมียนมาเองแล้ว ปัญหาสำคัญอีกอย่างหนึ่งของนักลงทุนไทยคือ ความไม่กล้าเข้ามาทำธุรกิจในเมียนมา เนื่องจากขาดข้อมูลข่าวสารที่ชัดเจน และมีความเชื่อด้านลบต่อประเทศนี้”

 

นอกจากนี้ ทูตพาณิชย์ไทยประจำกรุงย่างกุ้งยังอธิบายต่อว่า การทำการค้าในเมียนมา เรื่องความสัมพันธ์และเครือข่ายมีความสำคัญมาก การดำเนินกิจกรรมทางการค้าต่างๆ หากมีความสัมพันธ์ที่ดีจะช่วยให้ไทยสามารถดำเนินการค้าการลงทุนได้สะดวกมากยิ่งขึ้น

 

“ชาวเมียนมามองคนไทยเหมือนเพื่อนเหมือนญาติ มีความชื่นชอบและคุ้นเคยกว่าชาติอื่น ทำให้ไทยได้เปรียบ อีกทั้งยังมีพรมแดนติดกัน จึงง่ายที่ไทยจะเคลื่อนย้ายฐานการค้า การลงทุน รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกัน”

 

สำหรับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเข้ามาทำธุรกิจในเมียนมานั้น ผกายเนติ์ แนะนำว่า สิ่งแรกที่ควรทำคือ ต้องทำความเข้าใจกับประเทศเมียนมาใหม่ ปรับเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับเมียนมาจาก

ด้านลบ และต้องหาเวลาเดินทางมาดูตลาดเมียนมาเอง

 

“หากใครคิดจะมาลงทุนในเมียนมาควรจะมาสำรวจตลาดย่านการค้า ถ้ามาแล้วจะได้พบกับโอกาสที่เปิดกว้างอย่างมหาศาล เมียนมากำลังพัฒนาประเทศ มีความต้องการสินค้าไทยทุกชนิด และการลงทุนจากไทยในทุกสาขา”

 

ด้าน ปณิธาน ปวโรฬารวิทยา ประธานสภาธุรกิจไทย-เมียนมา ได้ฟันธงโอกาสธุรกิจในเมียนมาว่า หากผู้ประกอบการไทยจะเข้าไปลงทุนในเมียนมา กลุ่มอุตสาหกรรมอุปโภคบริโภค และอุตสาหกรรมก่อสร้างจะเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีโอกาสสูง เพราะเมียนมายังขาดแคลนอุตสาหกรรมเหล่านี้อยู่ โดยจะต้องเริ่มจากการเข้าไปทำการค้าในกลุ่มธุรกิจเหล่านี้ก่อน แต่ทั้งนี้จะต้องหาพันธมิตรที่ดี จึงจะช่วยทำให้การค้าการลงทุนในเมียนมาไปได้ดีขึ้น

 

“ถ้าพูดถึงพฤติกรรมผู้บริโภคชาวเมียนมาต้องบอกว่ารายได้เป็นปัจจัยจำกัดการเข้าถึงสินค้าและบริการของชาวเมียนมามากกว่าเรื่องรสนิยม ชาวเมียนมายังมีแนวโน้มเปลี่ยนไปตามไลฟ์สไตล์ นอกจากนี้พฤติกรรมชาวเมียนมายังมีแนวโน้มเปลี่ยนไปตามไลฟ์สไตล์คนเมืองมากขึ้น ตอนนี้เริ่มมีร้านค้าสะดวกซื้อเข้าไปลงทุนมากขึ้น และคาดว่าจะมีการขยายตัวมากขึ้น หากการลงทุนก่อสร้างถนนในเมียนมาแล้วเสร็จ”

 

สอดคล้องกับที่ ธนิต โสรัตน์ อดีตประธานสภาธุรกิจไทย-เมียนมา มองว่า โอกาสของผู้ประกอบการไทยในเมียนมาหลังการเลือกตั้งมีมากขึ้นจากการทบทวนมาตรการการลงทุนใหม่ๆ ทำให้นักธุรกิจสามารถเข้าไปลงทุนในธุรกิจค้าปลีกและโลจิสติกส์ในเมียนมาได้สะดวกขึ้น และยิ่งเมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) อย่างเต็มรูปแบบ ก็จะยิ่งทวีความเนื้อหอมมากขึ้นอีก เพราะเศรษฐกิจเมียนมากำลังเติบโตอย่างมาก เป็นตลาดขนาดใหญ่สำหรับผู้ประกอบการไทย

 

“วันนี้เมียนมาเปรียบเหมือนเป็นสาวและรู้จักแต่งเนื้อแต่งตัว การเข้าไปทำธุรกิจในเมียนมาจึงยากขึ้น มีต้นทุนสูงขึ้น การจับคู่ธุรกิจนัดยากเพราะคิวยาว เนื่องจากมีบริษัทเมียนมาที่มีศักยภาพสามารถจะร่วมมือกับต่างชาติได้ไม่เกิน 500 แห่ง จึงทำให้การหาพันธมิตรทางธุรกิจในเมียนมาเป็นเรื่องสำคัญมาก”

 

ในอนาคตนั้น ธนิต เชื่อว่าตลาดเมียนมามีโอกาสจะพัฒนามากขึ้นอีกจากการเปิดเออีซี และไทยจะสามารถใช้เมียนมาเป็นฐานการผลิตสินค้า ตลอดจนเป็นประตูระบายสินค้าไปสู่ประเทศอื่น เช่น จีน อินเดีย บังกลาเทศ ได้ โดยแผนการเปิดด่านถาวรไทย-เมียนมา ที่เพิ่มขึ้นจะเป็นการเพิ่มช่องทางการกระจายสินค้าและการค้าชายแดนสู่ตลาดเมียนมา

 

ข้อมูลกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ปัจจุบันไทยเป็นนักลงทุนต่างชาติอันดับ 3 ในเมียนมา รองจากจีน และสิงคโปร์ โดยมีการลงทุนสะสมจนถึงวันที่ 30 ก.ย.นี้ ประมาณ 10,850 ล้านเหรียญสหรัฐ

 

ขณะที่ด้านการค้าพบว่าในช่วงเดือน ม.ค.-ต.ค. 2558 มูลค่าการส่งออกสินค้าไทยไปเมียนมาอยู่ที่ประมาณ 3,443 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 2.50% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยสินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป เครื่องดื่ม เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ปูนซีเมนต์ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ สินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ เป็นต้น