Switch to: th
28 May 2017 01:28AM
Print E-mail
สหพันธ์อุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งประเทศไทย จัดทำรายงานการประชุมคณะทำงานร่วมตามกรอบความร่วมมือด้านสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ภายใต้กรอบความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม 2553 ณ ที่ทำการ Japan Textile Industry Federation กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น มีใจความดังนี้

ตัวแทนประเทศญี่ปุ่น ได้แก่ Mr. Ijuin, Mr.Ogawa จาก JTIF (Japan Textile Industry Federation) และ Mr. Kitatani จาก METI (Ministry of Economy, Trade and Industry) ได้กล่าวต้อนรับตัวแทนจากประเทศไทย ซึ่งนำโดยอธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก คุณศรีรัตน์ รัษฐปานะ ทูตอัมพวัน พิชาสัย พร้อมทีมงานจากประเทศไทยและทีมงานประจำโตเกียว รวมทั้งตัวแทนจากสหพันธ์อุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งประเทศไทย ซึ่งนำทีมโดยคุณเดช พัฒนเศรษฐพงษ์ ประธานสหพันธ์ฯ และคุณปิลันธน์ ธรรมมงคล รองประธาน พร้อมทีมงาน โดยมีสาระพอสรุปได้ว่า ทางญี่ปุ่นได้กล่าวถึงความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งคณะทำงานร่วมตามกรอบความร่วมมือด้านสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มภายใต้กรอบความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) รวมทั้งไปการใช้ผลประโยชน์จาก EPA ในระหว่างสองประเทศโดยการร่วมมือกันเป็นอย่างดีของคณะทำงาน  ทำให้เกิดผลสำเร็จคืบหน้าเป็นอันมาก ซึ่งตัวแทนฝ่ายไทยได้กล่าวตอบการต้อนรับพอสรุปได้ว่า ทางฝ่ายไทยก็หวังให้ความร่วมมือจากทั้งสองประเทศก่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วมอย่างเป็นรูปธรรมและอย่างรวดเร็วขึ้นกว่าที่เป็นไปในปัจจุบัน รวมทั้งการใช้งาน BIFF&BIL เป็นเครื่องมือในการสร้างการค้าและความร่วมมือสนับสนุนกัน ในการสร้างโอกาสทางธุรกิจของทั้งสองประเทศให้เกิดการซื้อ-ขายระหว่างกันให้มากขึ้น ทั้งภายใต้ความตกลง JTEPA และ/หรือ AJCEP โดยผ่านประเทศสมาชิก ASEAN

จากนั้น Mr. Ijuin ได้กล่าวว่าประเด็นในการหารือกันครั้งนี้จะเป็นการทบทวนสิ่งที่ได้ดำเนินการแล้ว และกล่าวถึงสิ่งที่จะร่วมกันดำเนินการต่อไปในอนาคต โดยได้ขอให้ Mr. Yuguchi จาก METI เป็นผู้สรุป

สิ่งที่ดำเนินการไปแล้ว
Mr. Yuguchi ได้กล่าวถึงความเป็นมาของโครงการพัฒนาศักยภาพโรงงานฟอกย้อมโดย Mr. Homma ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้ว และโครงการพัฒนาผ้า/เสื้อผ้าสำหรับ Spring/Summer 2011 โดย Mr. Furumiya และ Prof. Takeuchi และได้ขอให้ Mr. Furumiya กล่าวสรุป ได้ความว่า การพัฒนาผ้าผืน/เสื้อผ้านั้นเป็นการพัฒนาบน short fiber ประเภทที่เป็นด้าย cotton, linen และเป็นทั้ง men's wear, ladies wear, jacket ซึ่งเป็นการพัฒนาสำหรับตลาดผู้ซื้อญี่ปุ่น โดยจะมีการนำเสนอสินค้าในช่วงเดือนเมษายน 2553 ในงาน BIFF&BIL ซึ่งจะมีการเชิญผู้ซื้อจากประเทศญี่ปุ่นไปดูงานด้วย ซึ่งเป็น trial period ของทั้งสองประเทศ จึงอาจจะยังไม่สามารถสรุปผลได้ว่าจะเป็นอย่างไรจนกว่าการพัฒนาผ้า/เสื้อผ้าจะแล้วเสร็จ และได้มีการนำเสนอให้ผู้ซื้อพิจารณา และผู้ซื้อได้เห็นผ้า/เสื้อผ้าและตัดสินใจซื้อ-ขายกันแล้ว
อธิบดีศรีรัตน์ ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า จะทำอย่างไรให้การค้าระหว่างสองประเทศมีเพิ่มมากขึ้น เพราะ JTEPA มีการตกลงกันมานานแล้วแต่ผลด้านการค้ายังไม่ส่งผลต่อตัวเลขการซื้อ-ขายระหว่างกันมากนักในส่วนของสิ่งทอ/เครื่องนุ่งห่ม จึงอยากเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจริงๆ มากกว่าที่เป็นในขณะนี้

Mr. Ijuin กล่าวตอบว่า ทางคณะทำงานเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้ทำงานร่วมกันมากว่าสามปีแล้ว ปัจจุบันจีนครองตลาดญี่ปุ่นอยู่ถึง 90% ซึ่งทางญี่ปุ่นก็ไม่สบายใจในเรื่องดังกล่าวมากนัก แต่การจะเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นได้นั้นไม่ใช่แค่ราคาขาย แต่คุณภาพและระยะเวลาในการส่งมอบก็เป็นปัจจัยสำคัญเป็นอย่างมาก ญี่ปุ่นนั้นเป็นตลาดที่มีลักษณะพิเศษ คนญี่ปุ่นจะคิดเอง ทำโครงการเอง เมื่อไปดูผ้าแล้วชอบใจจึงจะสั่งซื้อผ้า ไปสั่งตัดเย็บในต่างประเทศ แล้วจึงส่งเข้าตลาดญี่ปุ่น ทางญี่ปุ่นเองก็คาดหวังว่าประเทศไทยน่าจะทำได้อย่างที่วางแผนโครงการกันไว้ เพื่อมาทดแทนส่วนแบ่งตลาดของจีน ญี่ปุ่นต้องการนำเข้าจากอาเซียนมากกว่าจีน เนื่องจากไม่อยากเสี่ยงผูกพันกับประเทศเดียว อยากจะกระจายความเสี่ยง โดยพื้นฐานญี่ปุ่นกับไทยมีความผูกพันอันดีต่อกันอยู่แล้ว จึงอยากยกระดับพัฒนาศักยภาพของประเทศไทยก่อน ซึ่งก็กำลังดำเนินโครงการกันอยู่ อีกประการหนึ่ง ธุรกิจค้าเสื้อผ้าของญี่ปุ่น ตั้งแต่เริ่มต้นเลือกผ้าไปจนได้เสื้อผ้า จะใช้เวลาพิจารณากันนานถึง 2-3 ปี เป็นลักษณะพิเศษที่อาศัยความเชื่อถือไว้ใจ ดังนั้นทางไทยต้องอดทน-มุ่งมั่น และอาศัยการพัฒนา สร้างความเชื่อมั่นร่วมกัน เพื่อสร้างคุณภาพสินค้าให้เหมาะสมกับตลาดญี่ปุ่น ไม่สามารถฉาบฉวย ต้องเน้นการร่วมมือกันระยะยาว ให้เชื่อถือ-เชื่อใจกันได้อย่างแข็งแกร่งและมั่นคง การเดินหน้าไปด้วยกันก็จะไปได้ด้วยดี โดยเฉพาะในสภาพเศรษฐกิจของญี่ปุ่นที่ตกต่ำและย่ำแย่ในขณะนี้

อธิบดีศรีรัตน์รับทราบข้อชี้แจง และกล่าวขอบคุณญี่ปุ่นที่ให้การสนับสนุนและช่วยสร้างศักยภาพของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทย และทราบว่าตลาดญี่ปุ่นมีลักษณะพิเศษ แต่ก็อยากเร่งเพิ่มการค้าระหว่างกันให้เร็วขึ้น และอยากให้มีการเน้นไปบนกลยุทธ์โดยใช้กลไกของ JTEPA เป็นตัวเสริมการทำงานให้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น
คุณสมศักดิ์ ศรีสุภรวาณิชย์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมทอผ้าไทย กล่าวเสริมว่า โรงงานทอผ้าที่เข้าร่วมโครงการอยากให้จัดให้มีการพบกับผู้ซื้อญี่ปุ่น เฉพาะในส่วนของโรงงานทอผ้า เพื่อให้ทางโรงงานได้พูดคุยและเข้าใจความต้องการของผู้ซื้อมากขึ้นจากการได้สัมผัสด้วยตนเอง และอยากจะขอข้อมูลจาก JTIA ในเรื่องผ้านำเข้าจากประเทศจีนเพื่อนำมาศึกษาพัฒนาผ้าให้ได้ตรงกับตลาดญี่ปุ่น รวมไปถึงข้อมูลเส้นใยพิเศษต่างๆ

ประเด็นนี้ Mr. Furumiya กล่าวตอบว่า ปัจจุบันโครงการนี้เป็นโครงการใหม่ ทุกอย่างเริ่มใหม่หมด ยังไม่ทราบว่าผ้าจะออกมาเป็นอย่างไร จึงยังไม่รู้ว่ากลุ่มลูกค้าจะเป็นกลุ่มไหน สิ่งที่ทำได้ในขณะนี้คือต้องทำตัวอย่างผ้า/เสื้อผ้าออกมาแสดงใน BIFF&BIL ให้ทันเวลา เพื่อทดสอบตลาด โดยพาลูกค้าไปดู แล้วจึงจะสรุปผลได้
Mr. Ijuin กล่าวเสริมว่า ทางญี่ปุ่นได้จัด Market Access โดยนำตัวแทนจากประเทศไทยมาดู-หาข้อมูลตลาด จัดสัมมนาเพื่อดู-ศึกษา-หาข้อมูล-หาความเป็นไปได้ก่อน จึงตัดสินใจดำเนินโครงการ และจากที่กล่าวไว้ว่าผู้ซื้อญี่ปุ่นเป็นตลาดพิเศษ จะดู-คิดเอง/ออกแบบเอง-เลือก-ตัดสินใจสั่งซื้อ/สั่งผลิต-นำเข้า เป็นขั้นตอนที่ทำกันมานานมาก ทางประเทศไทยควรค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป เดินตามช่องทางนั้นๆ และต้องใจเย็น ไปตามทางของผู้ซื้อญี่ปุ่น ดังนั้นควรจะใช้งาน BIFF&BIL 2010 เป็นโอกาสในการนำสินค้ามาทดสอบตลาดอย่างที่ Mr. Furumiya เสนอ

Mr. Furumiya กล่าวด้วยว่า โลกแห่งความเป็นจริงต้องนำเสนอตัวเองก่อน เมื่อเกิดความเชื่อมั่นกันแล้วจึงจะทำการค้าต่อไปได้ ขั้นตอนแรกคือไม่มีอะไรเลย เสนอตัวเอง ผู้ซื้อเลือก จึงจะเกิดธุรกิจได้ ดังนั้นจึงต้องหาที่จัดงานแสดงสินค้า ซึ่งก็มีสองแนวทาง คือ เชิญไปดูที่ประเทศไทย หรือมาจัดแสดงที่ญี่ปุ่น ซึ่งแนวทางหลังทางสมาคมอุตสาหกรรมทอผ้าไทยสามารถดำเนินการเองได้โดยไม่ต้องรอทางโครงการ

จากนั้น Mr. Ijuin ได้เชิญคุณจำนงค์ นวสมิตวงศ์ ผอ. สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย ในฐานะผู้จัดการโครงการพัฒนาผ้าผืน/เสื้อผ้า แสดงความคิดเห็น ซึ่งคุณจำนงค์กล่าวว่า ขณะนี้โรงงานตัดเย็บกำลังทาบทามบริษัท คิคูย่าฯ  มาเข้าร่วมโครงการ ส่วนในเรื่องผ้านั้น ผู้เชี่ยวชาญจะไปดูผ้าที่สั่งให้พัฒนาไว้ ซึ่งในการมาญี่ปุ่นครั้งนี้ก็ได้มีการนำตัวอย่างมาแสดงในช่วงที่มีการพบปะกับผู้สื่อข่าว/นิตยสารของญี่ปุ่น รวมทั้งได้มีการจัด Japan Pavilion ไว้เป็นที่แสดงผ้า/เสื้อผ้าที่พัฒนาจากโครงการในงาน BIFF&BIL 2010 โดยมี Prof. Takeuchi ช่วยเหลือในการจัดทำ Business Meeting ตามที่คุณสมศักดิ์เสนอไว้เช่นกัน
จากนั้นได้มีการหารือกันในเรื่องสิ่งที่ควรจะดำเนินการต่อไปในอนาคต

สิ่งที่ควรดำเนินการในอนาคต
Mr. Yuguchi เสนอว่า เรื่องของงาน BIFF&BIL นั้น ขอให้ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป จะให้สำเร็จทั้งหมดตั้งแต่แรกคงไม่ได้ ครั้งนี้เป็นโอกาสที่ได้พบผู้นำเข้าจากญี่ปุ่น เป็นโอกาสในการสร้างธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการทั้งสองประเทศสำหรับผ้า/เสื้อผ้าของ Spring/Summer 2011 จากนั้นจะมีงาน IFF ในเดือนกรกฎาคม 2553 ที่จะได้มาดูเทรนด์ของ Spring/Summer 2012 (2 ปีข้างหน้า) รวมทั้งให้ผู้ประกอบการไทยมาแสดงผลงานกับผู้ซื้อในตลาดญี่ปุ่น ดังนั้นถ้าวางแผนงานให้เริ่มกิจกรรมกันที่การมีงาน BIFF&BILในเดือนเมษายน แล้วในเดือนกรกฎาคมมีงาน IFF จากนั้นก็จัดหมุนเวียนกันไปเรื่อยๆ ก็จะเป็นการสร้างโอกาสในการทำการค้าระหว่างกันในระยะยาวได้ชัดเจนและเข็มแข็งขึ้น (ปีงบประมาณของญี่ปุ่นเริ่มเดือนเมษายน-มีนาคมของปีถัดไป)

Mr. Furumiya กล่าวเสริมว่า ถ้าต้องการให้ต่อเนื่อง โครงการพัฒนาผ้าผืน/เสื้อผ้าสำหรับ Spring/Summer ก็ต้องเปิดรับโรงงานที่มีศักยภาพ สามารถรองรับงานที่กว้าง-หลากหลายได้มากๆ มาเข้าร่วม และถ้าจะพัฒนาต่อสำหรับ Spring/Summer 2012 ต้องเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนตุลาคม 2553 เป็นต้นไป โดยในครั้งต่อไปฝ่ายตนอยากขอคัดเลือกโรงงานที่จะเข้าร่วมโครงการเองทั้งหมด

คุณเดชกล่าวว่า เป็นเรื่องที่ใช้เวลากันเป็นอย่างมากกว่าจะเป็นอยู่ในปัจจุบัน การยกระดับความสามารถของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทย การเพิ่มความสามารถในการเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่น การทำเรื่องกระบวนการพัฒนา เป็นเรื่องที่จะต้องถูกดำเนินการอย่างต่อเนื่องจริงจัง จึงยินดีที่จะยืนยันกับทีมงานญี่ปุ่นว่า ทั้งสองประเทศจะต้องร่วมกันดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่องต่อไป รวมทั้งแก้ไขปัญหาความไม่เหมาะสมของโรงงานกับลักษณะของตลาดญี่ปุ่น ส่วนในระดับบน ประเทศไทยก็มีงาน BIFF&BIL เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อผู้ซื้อ-ตลาดญี่ปุ่นเป็นหลัก การจัด BIFF&BIL ให้ประสบความสำเร็จยิ่งกว่าปัจจุบันได้ต้องอาศัยความร่วมมือของทางญี่ปุ่น เพื่อให้ญี่ปุ่นใช้ประโยชน์ของ BIFF&BIL ภายใต้ JTEPA และ AJECP ได้มากที่สุด มีกิจกรรมอีกมากมายที่จะต้องวางแผนและร่วมกันดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์ดังกล่าว และในอนาคตอยากเสนอให้ทำลักษณะเหมือนเดิม โดยในส่วนของการเพิ่มศักยภาพโรงงานฟอกย้อม ตกแต่งและสิ่งพิมพ์ อยากเสนอให้ส่งผู้เชี่ยวชาญมาช่วยในเรื่องของสิ่งพิมพ์ และส่งผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้ มาสอนในสถาบันการศึกษาและสอนให้กับ THTI นอกจากนั้นควรมีการปรับโครงสร้างการประชุมใหม่โดยมีการประชุมติดตามงานในลักษณะ Follow-up Meeting ในช่วงเดือนเมษายนและเดือนตุลาคมของทุกปีโดยสลับกันเป็นเจ้าภาพ (เดือนเมษายน ไทยเป็นเจ้าภาพ เดือนตุลาคม ญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพ)
[หมายเหตุ ทางคุณเดชได้กล่าวเชิญประธาน JTF (Mr..Akikazu Shimomura) รองประธาน (Mr. Ogawa) เลขาธิการ (Mr. Hideki Ijuin) และตัวแทน METI (Mr. Takakazu Kitatani) มาร่วมงาน BIFF&BIL อย่างเป็นทางการ ซึ่งจะต้องทำจดหมายเชิญเป็นทางการต่อไป]

Mr. Ijuin กล่าวเสริมว่า อยากให้มองภาพรวมเป็นหลักเช่นกัน โดยใช้กิจกรรมการตลาด-การสื่อสาร ผ่าน BIFF&BIL ไปสู่อาเซียน มีกิจกรรมเกี่ยวกับ Technical Collaborations และการพัฒนาวิธีการคิดในการทำงานประจำวันต่างๆ ซึ่งเชื่อว่าประเทศไทยสามารถพัฒนาได้ สำหรับกิจกรรมต่อเนื่องต่อไป
จากนั้นที่ประชุมได้ปิดการประชุม โดยอธิบดีศรีรัตน์ได้กล่าวขอบคุณญี่ปุ่นในการต้อนรับด้วยดีในครั้งนี้

Source: รายงานการประชุมคณะทำงานร่วมตามกรอบความร่วมมือด้านสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ภายใต้กรอบความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม 2553 ณ ที่ทำการ Japan Textile Federation กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

  Season of the Witch