Switch to: uk
27 May 2017 08:23AM

THTI ชู 3 กลยุทธ์ สวย ดี มีคุณภาพ พัฒนาสิ่งทอ 5 จังหวัดชายแดนใต้

29 Jan 14 ,  Chalermphol
  • 0

สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ (THTI) ชู 3 กลยุทธ์ พัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ 5 จังหวัดชายแดนใต้ ตั้งเป้าหมายเป็นศูนย์กลางแหล่งผลิตผ้าพื้นเมืองและเครื่องแต่งกายมุสลิมใน AEC ที่มูลค่าตลาดกว่า 4.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

THTI400

 

ด้วยจำนวนประชากรมุสลิมโลกที่มีมากถึง 2 พันล้านคน คิดเป็น 38 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรโลก มีมูลค่าตลาดเครื่องแต่งกายมุสลิมรวมที่ 9.6 หมื่นล้านดอลล่าร์สหรัฐ สำหรับอาเซียนมีประชากรมุสลิมกว่า 258 ล้านคน มีมูลค่าตลาดของเครื่องแต่งกายมุสลิม 4.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้แต่ในไทยเองมีประชากรมุสลิมถึง 6.9 ล้านคน มีมูลค่าตลาดเครื่องแต่งกายมุสลิม 240 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ  หากพัฒนาผู้ประกอบการสิ่งทอภาคใต้ให้สามารถตอบสนองตลาดเสื้อผ้ามุสลิมได้ช่วยเพิ่มยอดส่งออกให้อุตสาหกรรมสิ่งทอไทย

 

“โดยเฉพาะฝีมือการทอผ้าของชาวบ้านในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย มีคุณภาพ มีชื่อเสียง เลื่องลือเรื่องความสวยงามมายาวนาน เพียงแต่ยังขาดความรู้ในเรื่องวัตถุดิบ การตกแต่งสำเร็จรูป ถ้าพัฒนาชาวบ้านในกลุ่มนี้ก็จะช่วยให้สิ่งทอไทยมีโอกาสในสิ่งทอมุสลิมมากขึ้น” ดร. ชาญชัย สิริเกษมเลิศ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมเทคโนโลยี สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ หัวหน้าโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์สิ่งทอและเครื่องแต่งกายมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าว

 

ทั้งนี้สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ ได้ดำเนินโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์สิ่งทอและเครื่องแต่งกายมุสลิมใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ สงขลา ยะลา ปัตตานี สตูล และนราธิวาส ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม โดยวาง 3 กลยุทธ์สำคัญคือ  หนึ่ง สวย: การออกแบบที่ทันสมัย สอง ดี: การใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มคุณภาพสิ่งทอ และ  สาม มีคุณภาพ: การสร้างมาตรฐานที่ยอมรับได้ระดับสากล โดยโครงการดังกล่าวประกอบไปด้วย 3 กิจกรรมหลัก คือ

 

กิจกรรมที่ 1 การฝึกอบรม พัฒนาผลิตภัณฑ์สิ่งทอและเครื่องแต่งกายมุสลิมสู่เชิงพาณิชย์ โดยได้สร้างผลิตภัณฑ์ต้นแบบเครื่องแต่งกายมุสลิม ภายใต้แบรนด์ Lawa@THTI ในคอลเลคชั่น บุหงาสลาตัน ประกอบไปด้วย ดอกไม้ประจำท้องถิ่นจาก 5 จังหวัดชายแดนใต้

 

THTI4001

 

กิจกรรมที่ 2 การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี ด้านวัตถุดิบ ทั้งเส้นใยธรรมชาติและเส้นใยสังเคราะห์ใหม่ๆ รวมทั้งด้านการตกแต่งสำเร็จ และการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ หนึ่ง กลุ่มผ้าพื้นเมืองและเคหะสิ่งทอ อาทิ จากผ้าทอเกาะยอ ผ้าทอพื้นเมืองในจังหวัดสงขลา มีจุดเด่นที่ลายผ้าซึ่งมีลวดลายสีสันดูแล้วสบายตา โดยเลือกใช้วัสดุเส้นใยไหมผสมฝ้าย และใยบัวหลวงผสมฝ้าย นำมาทอพร้อมกับการประยุกต์ลายทอใหม่พัฒนาจากลายลูกแก้ว คือ ลายดอกขจร และเพิ่มคุณสมบัติการใช้งานด้วยเทคโนโลยีการตกแต่งสำเร็จทำให้ผ้านุ่มและกัน น้ำ โดยมีผลิตภัณฑ์ต้นแบบคือ ผลิตภัณฑ์เคหะสิ่งทอ ได้แก่ ผ้าปูโต๊ะ ผ้ารองจาน สะท้อนน้ำ ผ้าคลุมไหล่ ผ้าพันคอ ที่มีความนุ่มมากขึ้น สอง เครื่องแต่งกายมุสลิม โดยให้ความรู้ในการนำวัสดุเส้นใยชนิดต่างๆ อาทิ การนำเส้นใยไมโครไฟเบอร์ผสมฝ้าย จะได้ผ้าทอเนื้อละเอียด มีความนุ่ม ทิ้งตัว ดูดซึมน้ำได้ดี หรือเส้นใยเรยอนที่มีความนุ่มพิเศษ ทอด้วยโครงสร้างใหม่ ทำให้ผ้าระบายอากาศได้ดี ผ้ามีความสวยงามและมีความเงามัน ไม่แนบเนื้อซึ่งเหมาะอย่างมากกับเครื่องแต่งกายพิธีการของมุสลิม และการพัฒนาเทคโนโลยีและวัสดุที่ทันสมัยผสมผสานกับเอกลักษณ์และวัฒนธรรมใน แต่ละพื้นที่

 

กิจกรรมที่ 3 การถ่ายทอดองค์ความรู้มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) พร้อมจัดทำคู่มือคุณภาพมาตรฐานสิ่งทอ จำนวน 750 เล่ม มีเนื้อหาเกี่ยวกับการแต่งกายตามหลักศาสนาอิสลาม มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนสำหรับเครื่องแต่งกายมุสลิม รวมทั้งมีการจัดทำสื่อวีดีทัศน์เกี่ยวกับคุณภาพสิ่งทอเพื่อเผยแพร่ความรู้ เรื่องการทดสอบผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน เบื้องต้นแก่ผู้ประกอบการสิ่งทอ

“การดำเนินงานแบ่งออกเป็นส่วนต่างๆ ทั้งที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบที่ต้องมีความเข้าใจในตลาด การถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยเฉพาะส่วนนี้มีความจำเป็นอย่างมาก เพราะผู้ประกอบการสิ่งทอภาคใต้ส่วนใหญ่หากทอผ้าจะทออย่างเดียว ตัดเย็บก็จะตัดอย่างเดียว ซึ่งเรื่องของเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายมีความเกี่ยวข้องในหลายส่วน นับตั้งแต่วัตถุดิบไปจนถึงการตกแต่งสำเร็จ” ดร. ชาญชัย อธิบาย

 

โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์สิ่งทอและเครื่องแต่งกายมุสลิมนี้ได้พัฒนาตั้งแต่เรื่องวัตถุดิบ เส้นด้าย นำเส้นด้ายแบบใหม่ๆ มาทดลองใช้ เพื่อให้เกิดคุณสมบัติที่ดีขึ้น อย่างชุดเครื่องแต่งกายมุสลิมที่สวมใส่กันอยู่ในปัจจุบันผลิตมาจากเส้นใยพอลิเอสเตอร์ ซึ่งไม่ระบายเหงื่อทำให้สวมใส่ไม่สบาย ฯลฯ จึงเปลี่ยนวัตถุดิบเน้นไปที่เส้นใยธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยทำให้สวมใส่สบายมากขึ้น รวมทั้งเพิ่มการตกแต่งสำเร็จ ที่มีความสอดคล้องกับผลิตภัณฑ์ อาทิ ผ้ารองจานใช้เทคนิคการสะท้อนน้ำ ทำให้ไม่เปื้อนง่าย ผ้าพันคอ ก็เพิ่มความนุ่ม ให้มีกลิ่นหอม เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์นั้นๆ

“ส่วนการพัฒนาเครื่องแต่งกายมุสลิมนั้น ถ้าเป็นเครื่องแต่งกายมุสลิมสำหรับพิธีการ คงปรับเปลี่ยนอะไรมากไม่ได้นอกจากเรื่องของวัตถุดิบจากที่เคยใช้เส้นใยประดิษฐ์ซึ่งทำให้ร้อน อับชื้น ในโครงการฯ จึงแนะนำให้ใช้เส้นใยไมโครไฟเบอร์ หรือเส้นใยเรยอน ซึ่งคุณสมบัติของเส้นใยเหล่านี้จะช่วยให้สวมใส่สบายขึ้น แต่ถ้าเป็นเครื่องแต่งกายมุสลิมที่เน้นแฟชั่น ต้องเน้นเรื่องสีสัน การออกแบบที่สวยงาม ฯลฯ  ซึ่งการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีเชื่อมโยงกับการพัฒนาด้านต่างๆ จะช่วยพัฒนาทักษะบุคลากร สามารถพัฒนาสร้างงาน สร้างอาชีพ อีกทั้งยังเป็นการเตรียมพร้อมก้าวสู่ตลาดเออีซี และตลาดสากลอีกด้วย” ดร. ชาญชัย กล่าว

 

THTI4002

คุณสุทธินีย์ พู่ผกา (สองจากซ้าย) ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ ดร. ชาญชัย สิริเกษมเลิศ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมเทคโนโลยี สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ กับผลิตภัณฑ์ผ้าทอมือเกาะยอ

 

ดันไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตผ้ามุสลิม

 

คุณสุทธินีย์ พู่ผกา ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ กล่าวว่า “จากกิจกรรมดังกล่าวก่อให้เกิดการพัฒนาบุคลากรแก่ผู้ประกอบการและวิสาหกิจ ชุมชน สามารถพัฒนาทักษะ สร้างงาน สร้างอาชีพด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่ม ผ่านการออกแบบและถ่ายทอดความรู้ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบใหม่ ๆ หลากหลายพร้อมออกสู่ตลาดรวมกว่า 25 คอลเลคชั่น อาทิ ผลิตภัณฑ์ผ้าพันคอเกาะยอ ชุดเคหะสิ่งทอผสมเส้นใยธรรมชาติ อาทิ เส้นใยสับปะรด เส้นใยบัวหลวง พร้อมกับเพิ่มคุณสมบัติพิเศษให้มีความนุ่ม หรือสะท้อนน้ำ หรือการพัฒนาเครื่องแต่งกายมุสลิมคอลเลคชั่นแรก "บุหงาสลาตัน" ภายใต้แบรนด์ Lawa@THTI ซึ่งได้นำไปโชว์ที่ห้างสรรพสินค้า Vivo City ประเทศสิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 19-23 มิถุนายน 2556 ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก

 

“กิจกรรมต่างๆ ที่สถาบันฯ ดำเนินการเป็นการปูพื้นฐานการเป็นฐานการผลิตสิ่งทอเครื่องแต่งกายมุสลิม ให้กับผู้ประกอบการชายแดนภาคใต้ พร้อมกับพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมสิ่งทอจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ สร้างองค์ความรู้ ทั้งด้านการออกแบบพัฒนาวัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์ ครอบคลุมถึงบรรจุภัณฑ์ รวมถึงการขยายช่องทางและโอกาสทางการตลาด พร้อมมุ่งเน้นพัฒนารากฐานความรู้และทักษะของนักออกแบบเพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะโดยใช้แนวคิดจากประเพณี ศิลปะ วัฒนธรรมภาคใต้ที่สามารถพัฒนาเป็นลวดลายผ้าอันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้ และสร้างบุคลากรเตรียมความพร้อมสู่ตลาด AEC โดยองค์ความรู้และผลลัพธ์เหล่านี้ ถือเป็นการพัฒนาอีกก้าวเพื่อยกระดับและเตรียมความพร้อมปูทางให้กลุ่มจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยเป็นฐานการผลิตสิ่งทอและเครื่องแต่งกายมุสลิมของ AEC นอกจากนี้ในปีงบประมาณ 2557สถาบันฯ ยังเดินหน้าพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยมีแนวทางในการต่อยอดด้านการตลาด พัฒนาผลิต และมาตรฐาน ในเชิงลึกมากยิ่งขึ้นเพื่อเร่งผลักดันให้ไทยสามารถเป็นศูนย์กลางการผลิตผ้า มุสลิมทั้งในภูมิภาคอาเซียนและระดับโลกได้อย่างยั่งยืน”  คุณสุทธินีย์ กล่าว

 

แม้การพัฒนาผู้ประกอบการสิ่งทอชายแดนภาคใต้ ต้องใช้เวลาต่อเนื่องกว่าจะเห็นผลเป็นรูปธรรม แต่อย่างน้อยก็ทำให้ดินแดนด้ามขวานของไทยได้มีเรื่องดีๆ สวยงาม เกิดขึ้น

 

ด้วยจำนวนประชากรมุสลิมโลกที่มีมากถึง 2 พันล้านคน คิดเป็น 38 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรโลก มีมูลค่าตลาดเครื่องแต่งกายมุสลิมรวมที่ 9.6 หมื่นล้านดอลล่าร์สหรัฐ สำหรับอาเซียนมีประชากรมุสลิมกว่า 258 ล้านคน มีมูลค่าตลาดของเครื่องแต่งกายมุสลิม 4.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้แต่ในไทยเองมีประชากรมุสลิมถึง 6.9 ล้านคน มีมูลค่าตลาดเครื่องแต่งกายมุสลิม 240 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ  หากพัฒนาผู้ประกอบการสิ่งทอภาคใต้ให้สามารถตอบสนองตลาดเสื้อผ้ามุสลิมได้ช่วยเพิ่มยอดส่งออกให้อุตสาหกรรมสิ่งทอไทย
“โดยเฉพาะฝีมือการทอผ้าของชาวบ้านในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย มีคุณภาพ มีชื่อเสียง เลื่องลือเรื่องความสวยงามมายาวนาน เพียงแต่ยังขาดความรู้ในเรื่องวัตถุดิบ การตกแต่งสำเร็จรูป ถ้าพัฒนาชาวบ้านในกลุ่มนี้ก็จะช่วยให้สิ่งทอไทยมีโอกาสในสิ่งทอมุสลิมมากขึ้น” ดร. ชาญชัย สิริเกษมเลิศ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมเทคโนโลยี สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ หัวหน้าโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์สิ่งทอและเครื่องแต่งกายมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าว
ทั้งนี้สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ ได้ดำเนินโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์สิ่งทอและเครื่องแต่งกายมุสลิมใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ สงขลา ยะลา ปัตตานี สตูล และนราธิวาส ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม โดยวาง 3 กลยุทธ์สำคัญคือ  หนึ่ง สวย: การออกแบบที่ทันสมัย สอง ดี: การใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มคุณภาพสิ่งทอ และ  สาม มีคุณภาพ: การสร้างมาตรฐานที่ยอมรับได้ระดับสากล โดยโครงการดังกล่าวประกอบไปด้วย 3 กิจกรรมหลัก คือ
กิจกรรมที่ 1  การฝึกอบรม พัฒนาผลิตภัณฑ์สิ่งทอและเครื่องแต่งกายมุสลิมสู่เชิงพาณิชย์ โดยได้สร้างผลิตภัณฑ์ต้นแบบเครื่องแต่งกายมุสลิม ภายใต้แบรนด์ Lawa@THTI ในคอลเลคชั่น บุหงาสลาตัน ประกอบไปด้วย ดอกไม้ประจำท้องถิ่นจาก 5 จังหวัดชายแดนใต้
กิจกรรมที่ 2 การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี ด้านวัตถุดิบ ทั้งเส้นใยธรรมชาติและเส้นใยสังเคราะห์ใหม่ๆ รวมทั้งด้านการตกแต่งสำเร็จ และการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ หนึ่ง กลุ่มผ้าพื้นเมืองและเคหะสิ่งทอ อาทิ จากผ้าทอเกาะยอ ผ้าทอพื้นเมืองในจังหวัดสงขลา มีจุดเด่นที่ลายผ้าซึ่งมีลวดลายสีสันดูแล้วสบายตา โดยเลือกใช้วัสดุเส้นใยไหมผสมฝ้าย และใยบัวหลวงผสมฝ้าย นำมาทอพร้อมกับการประยุกต์ลายทอใหม่พัฒนาจากลายลูกแก้ว คือ ลายดอกขจร และเพิ่มคุณสมบัติการใช้งานด้วยเทคโนโลยีการตกแต่งสำเร็จทำให้ผ้านุ่มและกัน น้ำ โดยมีผลิตภัณฑ์ต้นแบบคือ ผลิตภัณฑ์เคหะสิ่งทอ ได้แก่ ผ้าปูโต๊ะ ผ้ารองจาน สะท้อนน้ำ ผ้าคลุมไหล่ ผ้าพันคอ ที่มีความนุ่มมากขึ้น สอง เครื่องแต่งกายมุสลิม โดยให้ความรู้ในการนำวัสดุเส้นใยชนิดต่างๆ อาทิ การนำเส้นใยไมโครไฟเบอร์ผสมฝ้าย จะได้ผ้าทอเนื้อละเอียด มีความนุ่ม ทิ้งตัว ดูดซึมน้ำได้ดี หรือเส้นใยเรยอนที่มีความนุ่มพิเศษ ทอด้วยโครงสร้างใหม่ ทำให้ผ้าระบายอากาศได้ดี ผ้ามีความสวยงามและมีความเงามัน ไม่แนบเนื้อซึ่งเหมาะอย่างมากกับเครื่องแต่งกายพิธีการของมุสลิม และการพัฒนาเทคโนโลยีและวัสดุที่ทันสมัยผสมผสานกับเอกลักษณ์และวัฒนธรรมใน แต่ละพื้นที่
กิจกรรมที่ 3 การถ่ายทอดองค์ความรู้มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) พร้อมจัดทำคู่มือคุณภาพมาตรฐานสิ่งทอ จำนวน 750 เล่ม มีเนื้อหาเกี่ยวกับการแต่งกายตามหลักศาสนาอิสลาม มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนสำหรับเครื่องแต่งกายมุสลิม รวมทั้งมีการจัดทำสื่อวีดีทัศน์เกี่ยวกับคุณภาพสิ่งทอเพื่อเผยแพร่ความรู้ เรื่องการทดสอบผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน เบื้องต้นแก่ผู้ประกอบการสิ่งทอ
“การดำเนินงานแบ่งออกเป็นส่วนต่างๆ ทั้งที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบที่ต้องมีความเข้าใจในตลาด การถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยเฉพาะส่วนนี้มีความจำเป็นอย่างมาก เพราะผู้ประกอบการสิ่งทอภาคใต้ส่วนใหญ่หากทอผ้าจะทออย่างเดียว ตัดเย็บก็จะตัดอย่างเดียว ซึ่งเรื่องของเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายมีความเกี่ยวข้องในหลายส่วน นับตั้งแต่วัตถุดิบไปจนถึงการตกแต่งสำเร็จ” ดร. ชาญชัย อธิบาย
โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์สิ่งทอและเครื่องแต่งกายมุสลิมนี้ได้พัฒนาตั้งแต่เรื่องวัตถุดิบ เส้นด้าย นำเส้นด้ายแบบใหม่ๆ มาทดลองใช้ เพื่อให้เกิดคุณสมบัติที่ดีขึ้น อย่างชุดเครื่องแต่งกายมุสลิมที่สวมใส่กันอยู่ในปัจจุบันผลิตมาจากเส้นใยพอลิเอสเตอร์ ซึ่งไม่ระบายเหงื่อทำให้สวมใส่ไม่สบาย ฯลฯ จึงเปลี่ยนวัตถุดิบเน้นไปที่เส้นใยธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยทำให้สวมใส่สบายมากขึ้น รวมทั้งเพิ่มการตกแต่งสำเร็จ ที่มีความสอดคล้องกับผลิตภัณฑ์ อาทิ ผ้ารองจานใช้เทคนิคการสะท้อนน้ำ ทำให้ไม่เปื้อนง่าย ผ้าพันคอ ก็เพิ่มความนุ่ม ให้มีกลิ่นหอม เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์นั้นๆ
“ส่วนการพัฒนาเครื่องแต่งกายมุสลิมนั้น ถ้าเป็นเครื่องแต่งกายมุสลิมสำหรับพิธีการ คงปรับเปลี่ยนอะไรมากไม่ได้นอกจากเรื่องของวัตถุดิบจากที่เคยใช้เส้นใยประดิษฐ์ซึ่งทำให้ร้อน อับชื้น ในโครงการฯ จึงแนะนำให้ใช้เส้นใยไมโครไฟเบอร์ หรือเส้นใยเรยอน ซึ่งคุณสมบัติของเส้นใยเหล่านี้จะช่วยให้สวมใส่สบายขึ้น แต่ถ้าเป็นเครื่องแต่งกายมุสลิมที่เน้นแฟชั่น ต้องเน้นเรื่องสีสัน การออกแบบที่สวยงาม ฯลฯ  ซึ่งการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีเชื่อมโยงกับการพัฒนาด้านต่างๆ จะช่วยพัฒนาทักษะบุคลากร สามารถพัฒนาสร้างงาน สร้างอาชีพ อีกทั้งยังเป็นการเตรียมพร้อมก้าวสู่ตลาดเออีซี และตลาดสากลอีกด้วย” ดร. ชาญชัย กล่าว
ดันไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตผ้ามุสลิม
คุณสุทธินีย์ พู่ผกา ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ กล่าวว่า “จากกิจกรรมดังกล่าวก่อให้เกิดการพัฒนาบุคลากรแก่ผู้ประกอบการและวิสาหกิจ ชุมชน สามารถพัฒนาทักษะ สร้างงาน สร้างอาชีพด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่ม ผ่านการออกแบบและถ่ายทอดความรู้ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบใหม่ ๆ หลากหลายพร้อมออกสู่ตลาดรวมกว่า 25 คอลเลคชั่น อาทิ ผลิตภัณฑ์ผ้าพันคอเกาะยอ ชุดเคหะสิ่งทอผสมเส้นใยธรรมชาติ อาทิ เส้นใยสับปะรด เส้นใยบัวหลวง พร้อมกับเพิ่มคุณสมบัติพิเศษให้มีความนุ่ม หรือสะท้อนน้ำ หรือการพัฒนาเครื่องแต่งกายมุสลิมคอลเลคชั่นแรก "บุหงาสลาตัน" ภายใต้แบรนด์ Lawa@THTI ซึ่งได้นำไปโชว์ที่ห้างสรรพสินค้า Vivo City ประเทศสิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 19-23 มิถุนายน 2556 ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก
“กิจกรรมต่างๆ ที่สถาบันฯ ดำเนินการเป็นการปูพื้นฐานการเป็นฐานการผลิตสิ่งทอเครื่องแต่งกายมุสลิม ให้กับผู้ประกอบการชายแดนภาคใต้ พร้อมกับพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมสิ่งทอจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ สร้างองค์ความรู้ ทั้งด้านการออกแบบพัฒนาวัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์ ครอบคลุมถึงบรรจุภัณฑ์ รวมถึงการขยายช่องทางและโอกาสทางการตลาด พร้อมมุ่งเน้นพัฒนารากฐานความรู้และทักษะของนักออกแบบเพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะโดยใช้แนวคิดจากประเพณี ศิลปะ วัฒนธรรมภาคใต้ที่สามารถพัฒนาเป็นลวดลายผ้าอันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้ และสร้างบุคลากรเตรียมความพร้อมสู่ตลาด AEC โดยองค์ความรู้และผลลัพธ์เหล่านี้ ถือเป็นการพัฒนาอีกก้าวเพื่อยกระดับและเตรียมความพร้อมปูทางให้กลุ่มจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยเป็นฐานการผลิตสิ่งทอและเครื่องแต่งกายมุสลิมของ AEC นอกจากนี้ในปีงบประมาณ 2557สถาบันฯ ยังเดินหน้าพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยมีแนวทางในการต่อยอดด้านการตลาด พัฒนาผลิต และมาตรฐาน ในเชิงลึกมากยิ่งขึ้นเพื่อเร่งผลักดันให้ไทยสามารถเป็นศูนย์กลางการผลิตผ้า มุสลิมทั้งในภูมิภาคอาเซียนและระดับโลกได้อย่างยั่งยืน”  คุณสุทธินีย์ กล่าว
แม้การพัฒนาผู้ประกอบการสิ่งทอชายแดนภาคใต้ ต้องใช้เวลาต่อเนื่องกว่าจะเห็นผลเป็นรูปธรรม แต่อย่างน้อยก็ทำให้ดินแดนด้ามขวานของไทยได้มีเรื่องดีๆ สวยงาม เกิดขึ้