Switch to: uk
26 March 2017 21:18PM

Calibration เป้าหมายที่ไม่ควรมองข้าม

05 Mar 13 ,  **รองศาสตราจารย์ บุญชัย บุญธรรมติระวุฒิ
  • 0

เส้นด้ายที่ผลิตออกมาเพื่อการใช้งานด้านทอผ้า (Weaving) หรือถักผ้า (Knitting) ที่อยู่ในรูปของลูกด้าย

ห้องกรอ (Cone) เมื่อตกลงซื้อขายกันระหว่างผู้ผลิตกับผู้ใช้งานในปัจจุบัน มักมีข้อตกลงเบื้องต้นหรือข้อมูลเฉพาะด้านที่ใช้พิจารณาในขั้นพื้นฐานที่เป็นเอกลักษณ์ประจำก็คือ ค่า CV% ค่า U% ค่า Nep และความเหนียว คุณภาพเหล่านี้จะใช้อ้างอิงถึงประสิทธิภาพของการใช้งาน ในขณะที่ผ่านเข้าครื่องทอทำให้โรงงานปั่นด้ายมักจัดหาอุปกรณ์ หรือเครื่องมือที่ใช้ทดสอบคุณภาพดังกล่าว เพื่อใช้เป็นข้อมูลหรือสถิติอ้างอิง ในขณะที่มีข้อตกลงการซื้อขาย ข้อมูลเหล่านี้เป็นเพียงกลุ่มตัวอย่างเท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประชากรทั้งหมด ถ้าจะพูดให้ง่ายก็คือ กลุ่มตัวอย่างหมายถึง ผลการทดลองจากเส้นด้ายเพียงบางเส้นที่ผ่านการทดลองในแต่ละวันเท่านั้น ส่วนกลุ่มประชากรก็คือ ปริมาณผลผลิตของเส้นด้ายที่ผลิตออกมาในแต่ละวันจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ จำนวนแกนปั่นด้ายที่มีอยู่ ซึ่งอาจจะมากกว่า 10,000 ปอนด์ต่อวันสำหรับโรงงานขนาดเล็ก ส่วนโรงงานขนาดกลางและขนาดใหญ่อาจให้ผลผลิตมากกว่า 30,000 ปอนด์ต่อวัน

 

83_th_5_001

 

คราวนี้อยากให้ลองคิดถึงสัดส่วนของผลผลิตต่อวันกับจำนวนหลอดด้ายที่นำมาผ่านเข้าเครื่องทดลองความสม่ำเสมอของเส้นด้าย มีอัตราส่วนน้อยมาก เมื่อเทียบกับผลผลิตที่ออกมาในแต่ละวัน ดังนั้นกลุ่มตัวอย่างที่นำมาทดลองดังกล่าวนี้ แม้จะมีปริมาณที่น้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับผลผลิตทั้งหมด  แต่ในเชิงวิชาการถือว่ากลุ่มเหล่านี้เปรียบเสมือนตัวแทนทั้งหมดของผลผลิตที่ได้ออกมาในแต่ละวัน ถือว่ามีความสำคัญมากในแง่มุมของการควบคุมคุณภาพ ดังนั้นฝ่ายผลิตมักจะนำข้อมูลเหล่านี้มาอ้างอิงเสมอ เพื่อใช้เป็นข้อกล่าวอ้างในคุณภาพของเส้นด้าย แต่ในทางปฎิบัติจริงเส้นด้ายที่ผลิตออกมาเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน อาจมีบางหลอดที่มีคุณภาพไม่ได้ตามเกณท์มาตรฐานหลุดลอดออกไปจากกระบวนการผลิต ถึงแม้จะมีปริมาณที่น้อยมาก แต่มักเกิดปัญหากับผู้นำเส้นด้ายไปใช้งานแล้วมักจะนำปัญหาเหล่านี้มาใช้เป็นข้ออ้างว่า คุณภาพของเส้นด้ายที่ส่งออกไปทั้ง Lot ไม่ดี เพื่อใช้เป็นเงื่อนไขในการขอลดราคาสินค้า นั่นเป็นเพียงเทคนิคในการซื้อขายเส้นด้ายเท่านั้น แต่ถ้าพูดตามหลักความเป็นจริงบางครั้งปัญหาที่เกิดขึ้นถ้าเทียบเป็นสัดส่วนของเปอร์เซ็นต์การสูญเสียแล้วมีค่าน้อยมาก  แต่ก็อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพของเส้นด้ายทั้งหมดที่ฝ่ายผลิตไม่สามารถแก้ตัวได้

 

ดังนั้นการควบคุมคุณภาพในทุกขั้นตอนจะช่วยให้ค่า CV%, U% และค่า Nep อยู่ในเกณฑ์ตามที่ต้องการได้ ค่าต่างๆ เหล่านี้จะแปรเปลี่ยนไปตามสภาพการต่างๆ ขณะพันเข้าหลอดด้ายในเครื่องกรอเส้นด้าย Winding ซึ่งทำให้คุณภาพในด้านความเหนียว ความสม่ำเสมอลดลงไปจากเกณฑ์ที่สามารถยอมรับได้ทั้งฝ่ายผลิตอันได้แก่โรงงานปั่นด้าย และผู้ใช้ซึ่งได้แก่โรงงานทอผ้า และโรงงานถักผ้า ถ้าย้อนหลังไปสู่อดีตการวัดความเหนียวหรือความแข็งแรงของเส้นด้ายจะวัดจากเครื่องมือที่เรียกว่า Lea Strength วัดความเหนียวจากความยาวของเส้นด้ายแต่ละเบอร์วัดที่ความยาว 120 หลาหรือ 1 Lea มีหน่วยของความเหนียวเป็นปอนด์ โดยการหมุนเส้นด้ายให้พันรวมตัวกันประมาณ 80 รอบผ่านเครื่องมือวัดความยาวเฉพาะ ความเหนียวในลักษณะนี้จะถูกเฉลี่ยไปที่ความยาว 120 หลาภายใต้เงื่อนไขที่ว่า ถ้าวัดความยาวขนาดนี้แล้วได้ความเหนียวตามเกณฑ์มาตรฐาน ก็ถือว่าเส้นด้ายมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่ต้องการสามารถผ่านได้ และนำไปทอเป็นผืนผ้าได้ แต่ในทางปฎิบัติจริงขณะทอผ้าทุกหน่วยความยาวมีความสำคัญต่อคุณภาพในด้านความเหนียว เพราะถ้าเส้นด้ายขาดในช่วงใดก็ตามจะถือว่าเส้นด้ายไม่เหนียว ซึ่งมีผลกระทบต่อโรงงานปั่นด้ายโดยตรง

 

83_th_5_002

 

ในปัจจุบันการกำหนดค่าความเหนียวหรือความแข็งแรงของเส้นด้ายได้แปรเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ปัจจุบัน กล่าวคือ การวัดค่าความแข็งแรงวัดออกมาในรูปของเส้นด้ายเดี่ยวเพียงเส้นเดียว (Single Strength) มีหน่วยเป็น (CN/Tex) ความเหนียวในลักษณะนี้จะวัดทุกหน่วยความยาว 1หลา นั่นหมายถึงทุกๆ ความยาว 1 หลาจะต้องมีความแข็งแรงใกล้เคียงกัน โดยที่ไม่ให้เส้นด้ายขาดในขณะที่ทำการทดสอบ ซึ่งจะช่วยให้ทราบคุณสมบัติในด้านความเหนียวได้เป็นอย่างดี ดังนั้นเส้นด้ายที่ผลิตออกมาจากเครื่องกรอด้ายต้องมีคุณภาพอยู่ในเกณฑ์ในทุกๆ หน่วยความยาวตลอดทั้งลูกด้าย ซึ่งจะช่วยให้การทอผ้ามีประสิทธิภาพมากขึ้น ปัญหาต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของเส้นด้ายและประสิทธิภาพในการปั่นด้ายส่งผลกระทบไปสู่เป้าหมายสุดท้ายคือ การทอผ้านั้นขึ้นอยู่กับองค์ประกอบต่างๆ ดังนี้

 

เส้นด้ายเล็กใหญ่ผิดปกติ (Thin Place and Thick Place) โดยทั่วไปมักเกิดปัญหาขึ้นกับแผนกควบคุมคุณภาพ ที่ไม่สามารถควบคุมน้ำหนักต่อหลาของเครื่องจักรแต่ละแผนกให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานตามที่โรงงานได้กำหนดไว้ ความคลาดเคลื่อนของน้ำหนักที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่ถ้าควบคุมให้ดีสามารถกำหนดให้อยู่ในขอบเขตตามที่ต้องการได้เป็นต้น เพราะทุกแผนกของเครื่องจักรในแต่ละเครื่องมักมีอุปกรณ์ควบคุมน้ำหนักของผลิตภัณฑ์ที่ผลิตออกมาได้แก่ การเปลี่ยนเฟืองหนักเบา (Draft Change Gear) หรือถ้าเป็นเครื่องจักรที่ทันสมัยก็จะมีระบบการควบคุมน้ำหนักโดยอัตโนมัติ (Auto Leveler) เป็นต้น

 

เส้นด้ายมีจุดไข่ปลา (Nep) อาจเป็นผลมาจากการใช้วัตถุดิบไม่สอดคล้องกับเบอร์เส้นด้ายที่ทำ หรือเครื่องจักรที่ใช้ในระบบการปั่นด้ายมีหนามไม่คมโดยเฉพาะหนามจากเครื่องสางใย อันได้แก่ หนาม Taker –in หนาม Cylinder หนาม Flat และหนาม Doffer เป็นต้น

 

เส้นด้ายพอง (Slub or Fly) ขอแยกเป็นสองลักษณะ คือ กรณีเส้นด้ายเกิดเป็น Slub อาจเป็นเพราะ การรักษาความสะอาดในระบบการปั่นด้ายไม่ดีเท่าที่ควร หรือชิ้นส่วนเครื่องจักรในระบบ Draft เกิดสึกหรอและเกิดความเสียหาย เช่น เพลา Roller ในเครื่องรีด (Drawing) ปั่นสอง (Roving) และปั่นสาม (Ring Spinning) เกิดการคดงอไม่ได้ศูนย์ หรือกรณีลูกหนัง (Top Roller) เป็นแผลหรือเป็นรอยแล้วไม่ทำการแก้ไข เป็นต้น ส่วนกรณีของ Fly อาจเกิดจากกรณีเศษเส้นใยที่อยู่ในระหว่างเครื่องปั่นด้ายปลิวติดเข้าไปกับเส้นด้ายในเครื่องปั่นสองและเครื่องปั่นสามแล้วไม่ได้กำจัดออกทำให้เส้นด้ายมีขนาดใหญ่กว่าปกติในตำแหน่งที่มีเศษเส้นใยปลิวติดปนเข้าไปเท่านั้น องค์ประกอบที่เป็นปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นต่อกระบวนการกรอด้ายที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เป็น ปัญหาขั้นพื้นฐานที่เกิดขึ้นได้กับโรงงานปั่นด้ายทุกโรงงาน สำหรับองค์ประกอบที่จะกล่าวต่อไป เกิดขึ้นโดยตรงในขณะกรอเส้นด้าย มีผลกระทบต่อคุณภาพของเส้นด้ายปัญหาเหล่านี้ ได้แก่

 

ใบมีดไม่คม (Cuter) อุปกรณ์ชนิดนี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะเครื่องกรอด้าย (Winding) เป็นชิ้นส่วนที่ทำหน้าที่ตัดปลายเส้นด้ายให้ขาดออกจากกันหลังการต่อเส้นด้ายสำเร็จเรียบร้อยแล้ว โดยไม่ให้มีหางด้ายหรือปลายเส้นด้ายโผล่ออกมา ใบมีดที่คมจะช่วยขจัดปัญหานี้ได้เป็นอย่างดี ดังนั้นควรหมั่นตรวจสอบให้ใบมีดมีสภาพพร้อมใช้งานตลอดเวลา เมื่อใดที่ใบมีดปราศจากความคมจะทำให้การตัดต่อเส้นด้ายไม่ขาด หรือขาดแล้วเกิดมีหางด้ายปรากฎอยู่บริเวณรอยต่อ ถ้านำเส้นด้ายเหล่านี้ไปถักผ้า อาจทำให้หางด้ายไปเกี่ยวกับหัวของเข็มทอผ้า ทำให้เข็มหัก ส่งผลให้คุณภาพของผ้าเกิดเป็นรู เป็นรอย หรือเป็นร่อง

 

Cone Drum เป็นแผล เป็นปัญหาพื้นฐานมักเกิดขึ้นกับการกรอด้ายของโรงงานปั่นด้ายทุกโรงงาน ปัญหาเหล่านี้ได้แก่ รอยแผลเป็นที่ปรากฎอยู่รอบบริเวณพื้นผิวของลูกกลิ้ง Drum เป็นผลจากการใช้เครื่องมือผิดวิธี ขาดความระมัดระวัง กับการบำรุงรักษาเครื่องจักร โดยปกติผิวของ Drum ที่ทำจากโลหะชุบมันจะป้องกันปัญหานี้ได้เป็นอย่างดี แต่ในกรณีที่ Drum ใช้วัสดุประเภทอื่นที่บอบบางหรือไม่ทนต่อการเสียดสีอาจได้รับผลกระทบจากการใช้วัสดุที่มีความคมของบรรดานายช่างที่ทำหน้าที่บำรุงรักษาเครื่องจักร หรือเกิดจากที่พนักงานคุมเครื่องใช้ใบมีดผิดวิธี ส่งผลให้ความคมไปบาดถูกผิวของ Drum เป็นแผล มีผลกระทบทำให้การกรอด้ายไม่เกิดความราบเรียบหรือไม่สม่ำเสมอ รอยแผลเป็นอาจไปบาดผิวของเส้นด้ายทำให้ขาดหรือเกิดเป็นขลุยและมีขนเกิดขึ้นกับเส้นด้ายทำให้คุณภาพต่ำลง

 

Suction Mouth เป็นรอย เป็นปัญหาอีกกรณีหนึ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ของเครื่องกรอทุกชนิด ทุกรุ่น เพราะบริเวณพื้นผิวของอุปกรณ์ประเภทนี้ทำจากวัสดุที่มีความบอบบางไม่ทนทานต่อการเสียดสี การใช้งานของเครื่องกรอด้ายมีอายุยาวนานเกินควร หรือการขาดการบำรุงรักษาเครื่องจักร อาจทำให้บริเวณพื้นผิวของอุปกรณ์ชิ้นส่วนนี้เป็นแผลหรือเป็นรอยได้ ปรากฎการณ์ในลักษณะนี้จะส่งผลกระทบโดยตรงในขณะที่เส้นด้ายขาดแล้วเกิดการต่อด้าย กรณี Suction Mouth ที่มีสภาพการทำงานปกติ การต่อด้ายเพียงหนึ่งครั้งก็สามารถต่อติดกันได้ แต่ในกรณีเป็นแผลอาจต้องต่อด้ายมากกว่าสองถึงสามครั้งจึงจะสามารถต่อติดได้ การต่อด้ายหลายๆครั้งถ้าสังเกตุดูให้ดี การต่อเส้นด้ายแต่ละครั้งผิวเส้นด้ายจะเกิดการเสียดสีกับ Cone Drum ตลอดเวลา การเสียดสีที่บริเวณนี้ทุกครั้งจะทำให้ผิวเส้นด้ายเป็นขลุยและเกิดเป็นขนขึ้นบริเวณผิวเส้นด้าย ยิ่งต่อด้ายมากครั้งการเสียดสีก็ยิ่งมากทำให้ผิวเส้นด้ายแปรเปลี่ยนสภาพไป ทำให้คุณภาพทางด้านความเหนียวต่ำลง เส้นด้ายมีขนมากขึ้น และอาจส่งผลกระทบในด้านความตึง ในขณะกรอด้ายไม่สม่ำเสมอ เมื่อนำเส้นด้ายเหล่านี้ไปทอผ้าหรือถักผ้ามักเกิดกรณีปัญหาในด้านความเหนียว การคลายตัวของเส้นด้ายไม่สม่ำเสมอ และอาจทำให้เส้นด้ายพันกันยุ่งเหยิงในลูกด้าย ดังนั้นการป้องกันปัญหาเหล่านี้ควรหมั่นตรวจสอบและป้องกันไม่ให้ Suction Mouth เป็นแผลหรือเป็นรอย

 

Splicer เป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญมากซึ่งจะทำหน้าที่ต่อเส้นด้ายที่ขาดออกจากกันให้ติดกัน โดยไม่สูญเสียในด้านคุณภาพ วิธีการต่อเส้นด้ายแบบ Splicer มีหลายวิธีด้วยกัน แต่ในกรณีของบทความเรื่องนี้จะนำเสนอเฉพาะวิธีการใช้ Air Splicer เท่านั้น เป็นวิธีการที่นิยมใช้กันมากในเครื่องกรอด้ายที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน คำว่า Air Splicer ก็คือการต่อเส้นด้ายให้ติดกันโดยใช้ลมเป็นตัวเป่าให้ปลายเส้นด้ายทั้งสองด้านที่ขาดออกจากกันเกิดการฟูตัวขึ้น เพื่อให้เส้นใยพันติดกันเกิดเป็นเกลียวขึ้น โดยไม่ทำให้เส้นด้ายเกิดปุ่มหรือปมในขณะต่อด้าย Splicer ที่มีคุณภาพดีจะต้องควบคุมแรงดันของลมให้สม่ำเสมอในขณะที่ต่อปลายเส้นด้ายให้ติดกัน ดังนั้นหัวต่อทุกเครื่องจะมีอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมแรงดันของลมให้สม่ำเสมอ ซึ่งผู้เกี่ยวข้องต้องหมั่นตรวจสอบไม่ให้เกิดรอยรั่ว เพราะจะทำให้แรงดันต่ำลง ควรใส่ใจอยู่เสมอว่าทุกครั้งที่แรงลมต่ำลง โอกาสที่จะทำให้รอยต่อของเส้นด้ายไม่สมบูรณ์อาจทำให้ด้ายเปื่อย ไม่สม่ำเสมอ มีขนาดเล็กหรือใหญ่กว่าปกติ ปัญหาเหล่านี้ คือคุณภาพของเส้นด้ายนั่นเอง ถ้าปราศจากปัญหาเหล่านี้เส้นด้ายที่นำไปทอผ้าหรือถักผ้าก็จะไม่เกิดปัญหาขึ้น

 

Blow Cleaner นักปั่นด้ายทุกคนจะมีความเข้าใจตรงกันว่าเส้นด้ายที่มีคุณภาพดีสิ่งหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษก็คือ ความสะอาดของเส้นด้าย ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพทั้งทางด้านความเหนียว ความสม่ำเสมอ ดังนั้นกระบวนการปั่นด้ายทุกขั้นตอนจะมีอุปกรณ์อยู่ชนิดหนึ่งซึ่งทำหน้าที่รักษาความสะอาดให้กับเส้นด้ายและเครื่องจักร ในเครื่องกรอด้ายก็เช่นกันจะมีอุปกรณ์ชนิดนี้ เรียกว่า Blow Cleaner จะทำหน้าที่เป่าลมไปยังจุดสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพของเส้นด้าย จุดสำคัญเหล่านี้ได้แก่ บริเวณรอยต่อเส้นด้าย Cone Drum และจุดอื่นๆตลอดแนวเครื่องจักร ดังนั้น Blower ที่มีประสิทธิภาพดีต้องเคลื่อนที่ตลอดตามความยาวของเครื่องจักร และเป่าลมทำความสะอาดตลอดเวลา ช่างเครื่องบางคนอาจมองข้ามปัญหาในประเด็นนี้ คิดว่า Blow Cleaner มีความสำคัญไม่มากนัก แต่ในความเป็นจริงอุปกรณ์ชนิดนี้มีความสำคัญมากและจะต้องมีประสิทธิภาพการทำงานที่ดี ซึ่งจะช่วยในด้านการรักษาความสะอาดให้กับเส้นด้ายและเครื่องจักร ดังนั้น ผู้เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญและควรบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานตลอดเวลา

 

Tension ของเส้นด้าย เครื่องกรอด้ายทุกรุ่นจะมีอุปกรณ์พิเศษชุดหนึ่งที่ทำหน้าที่ควบคุมความตึงของเส้นด้ายในขณะพันเข้าหลอด ซึ่งเป็นคุณสมบัติข้อหนึ่งในด้านคุณภาพของเส้นด้าย เนื่องจากความตึงมีผลทำให้เส้นด้ายพันในแต่ละรอบ มีความแตกต่างกันในด้านความตึง ที่จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงเมื่อนำเส้นด้ายเหล่านี้ไปถักผ้าเรียบร้อยแล้วนำผ้าเหล่านี้ไปย้อมสี การดูดซึมสีจะแตกต่างกันและสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกรณีผ้าชิ้นนี้จำเป็นต้องย้อมสีอ่อน เช่น สีเหลืองหรือสีครีม เป็นต้น ผลกระทบอีกประเด็นหนึ่งคือความตึงที่ไม่สม่ำเสมออาจส่งผลให้เส้นด้ายหลุดออกจากหัวหลอดและก้นหลอดในขณะกรอด้าย ซึ่งจะส่งผลให้ เส้นด้ายขาดบ่อยในขณะที่นำเส้นด้ายหลอดนี้ไปทอผ้า

 

ด้ายพันกันยุ่งเหยิง โดยปกติการหลีกเลี่ยงปัญหาเส้นด้ายขาดในขณะกรอไม่สามารถกระทำได้อยู่แล้ว แต่เมื่อเครื่องอยู่ในสภาพปกติการต่อด้ายหรือขณะ Splicer จะต่อติดภายใน 1 หรือ 2 ครั้ง เส้นด้ายก็จะติดกันแล้วเครื่องกรอสามารถทำงานได้ตามปกติ แต่ในบางครั้งหัวกรอเกิดปัญหาขึ้นการต่อเส้นด้ายเมื่อต่อไม่ติด 3 ครั้ง ระบบการหยุดเครื่องอัตโนมัติก็จะบังคับให้ Drum นั้นหยุดไม่สามารถเดินได้ เมื่อเกิดปัญหาในลักษณะนี้แล้ว ช่างเครื่องต้องรีบทำการปรับปรุงแก้ไขทันที บางครั้งด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของพนักงานคุมเครื่องจะไปกดสวิทเพื่อให้ Drum ทำงานอีกรอบ ดังนั้นเท่ากับเป็นการเพิ่มจำนวนครั้งในการต่อเส้นด้ายเป็น 2 เท่าตัว กล่าวคือ ถ้าต่อไม่ติด 3 ครั้ง Drum จะหยุดทำงานทันทีเมื่อไปกดปุ่มสวิทให้ทำงานเท่ากับเป็นการต่อด้ายถึง 6 ครั้งด้วยกัน ควรจำไว้ว่าการต่อด้ายน้อยครั้ง การเสียดสีของผิวเส้นด้ายและเพลากรอด้าย (Drum) จะน้อยลงเป็นเงาตามตัว แต่ถ้ามีการต่อด้ายบ่อยครั้งการเสียดสีก็จะมากขึ้นทำให้เส้นด้ายเป็นขลุยและความเหนียวลดต่ำลงทำให้เส้นด้ายขาดบ่อย หรือบางโอกาสจะทำให้การพันเข้าหลอดของเส้นด้ายไม่เป็นไปอย่างมีระเบียบ เพราะขณะกรอด้ายการพันเข้าหลอดจะมีมุมที่เป็นองศาอย่างชัดเจน แต่ถ้าด้ายถูก Drum เสียดสีบ่อยๆ มุมหรือองศาอาจเปลี่ยนแปลงไปทำให้ด้ายพันกันยุ่งเหยิง และเมื่อนำด้ายนี้ไปทอผ้าจะทำให้เส้นด้ายขาดบ่อย

 

83_th_5_003

 

ด้ายพันเข้าหลอด 2 เส้น กรณีเช่นนี้เกิดขึ้นจากการที่ใบมีดไม่สามารถตัดเส้นด้ายให้ขาดออกจากกันในขณะต่อด้าย แล้วปลายเส้นด้ายเคลื่อนที่อยู่เหนือหรือผ่าน Yarn Clearer ไปแล้วอุปกรณ์ตัวนี้ได้แก่ Peyer หรือ Uster หรือ Keisokki เป็นต้น หรือเกิดขึ้นจากกรณีที่  Yarn Clearer ทำงานผิดปกติ กรณีเช่นนี้จะส่งผลกระทบต่อคุณภาพของเส้นด้ายอย่างรุนแรง เพราะเมื่อเส้นด้ายเข้าไปในหลอดพร้อมๆ กัน 2 เส้นเท่ากับเส้นด้ายจะมีความโตมากกว่าปกติ 2 เท่า เมื่อไม่ถูกกำจัดออกแล้วนำไปทอผ้าจะทำให้เข็มถักผ้าหักในขณะผ่านเข้าเครื่อง Knitting หรือเกิดจุดหนาขึ้นในขณะทอผ้า

 

จากปัญหาต่างๆ ดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว เกิดขึ้นจากกรณีของ Yarn Clearer ทำงานผิดพลาดหรือผิดปกติ ดังนั้นฝ่ายผลิตของโรงงานปั่นด้ายจำเป็นต้องเอาใจใส่อย่างเคร่งครัด ที่ต้องตรวจสอบสภาพของ Yarn Clearer ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานตลอดเวลา โดยปกติแล้วจำนวน Yarn Clearer จะเท่ากับจำนวนของ Drum กรอด้ายในแต่ละเครื่อง เช่น ถ้าเครื่องกรอด้ายหนึ่งเครื่องมี 50 Drum ก็จะมี Yarn Clearer จำนวน 50 หน่วยต่อเครื่องเช่นกัน ซึ่งโรงงานปั่นด้ายแต่ละโรงจะมีเครื่องกรอด้ายมากกว่า 10 เครื่องขึ้นไป ดังนั้นจะมีหน่วยงานที่รับผิดชอบอุปกรณ์ตัวนี้ ซึ่งจำเป็นต้องมีการตรวจสอบสภาพการใช้งานให้พร้อมตลอดเวลาโดยการ Calibration

 

การ Calibration หมายถึง การใช้เครื่องมือเฉพาะอย่างของเครื่องแต่ละรุ่นทำหน้าที่ตรวจสอบขนาดความโตตามเส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นด้ายให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานตลอดเวลา เช่น เส้นด้ายเบอร์ 20s จะมีน้ำหนักประมาณ 50 เกรนต่อความยาว 120 หลา ด้ายเบอร์ 32s จะหนัก 31.3 เกรน เบอร์ T/C 45 จะหนัก 22.22 เกรนเป็นต้น ขณะกรอเส้นด้ายเข้าหลอดและเมื่อนำเส้นด้ายนี้ไปทอผ้าแล้วไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ผลิตออกมาไม่ว่าจะอยู่ในรูปของผ้าถัก ผ้ายืด และผ้าทอ โดยธรรมชาติของการปั่นด้าย เส้นด้ายจะมีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานตลอดเวลา ซึ่งเป็นผลมาจากการควบคุมน้ำหนักของผลิตภัณฑ์ในแต่ละเครื่องไม่แน่นอน เมื่อเส้นด้ายมีขนาดผิดปกติ เช่น มีขนาดใหญ่หรือเล็กเกินไป การ Calibration จะช่วยให้ Yarn Clearer ทำงานได้ประสิทธิภาพดี ในขณะเดียวกันถ้าทำงานผิดพลาดโอกาสที่จะทำให้เส้นด้ายในส่วนที่มีปัญหาหลุดลอดออกไปก็จะมีเปอร์เซ็นต์มากขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อผ้าที่ทอออกมา ดังนั้นการ Calibration จะช่วยลดปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามการ Calibration อย่างต่อเนื่องเป็นประจำถึงแม้จะช่วยลดปัญหาได้ในระดับหนึ่ง การเพิ่มประสิทธิภาพให้มากขึ้นยังต้องมีปัจจัยอีกหลายประเด็นที่จะช่วยให้ Yarn Clearer ทำงานได้ดีขึ้น

 

ข้อควรจำคือ Yarn Clearer แต่ละรุ่นจะมีคุณสมบัติเฉพาะด้าน เช่นบางรุ่นสามารถกำจัดได้เฉพาะส่วนหนาเท่านั้น บางรุ่นสามารถกำจัดได้ทั้งจุดหนาบาง บางรุ่นสามารถตรวจสอบสีของเส้นด้ายได้ เป็นต้น เนื่องจากส่วนประกอบที่เป็น Yarn Clearer บางชิ้นทำจากอิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กที่บอบบางเสียหายง่าย จำเป็นต้อง Calibration อุปกรณ์เหล่านี้เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามจากคุณสมบัติเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ผลิตมั่นใจในคุณภาพของเส้นด้ายที่ผลิตออกมาจำหน่าย แต่สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือปัจจัยที่มีส่วนทำให้ Yarn Clearer มีประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้นอยู่กับองค์ประกอบต่างๆ เช่น เรื่องความชื้นและอุณหภูมิภายในโรงงานปั่นด้าย การบำรุงรักษาเครื่องจักร  การตรวจเช็คระบบการทำงานของชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อย่างสม่ำเสมอ  การกำจัดสิ่งสกปรก ฝุ่นละออง คราบความเหนียว และไฟฟ้าตกหรือไฟฟ้าดับ

 

**รองศาสตราจารย์ บุญชัย บุญธรรมติระวุฒิ

อาจารย์ประจำสาขาวิชามนุษยนิเวศ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช