Switch to: uk
26 March 2017 21:30PM

นวัตกรรมผ้าทอมือ (Innovative Hand-woven Fabrics)

04 Apr 12 ,  **ดร. ชาญชัย สิริเกษมเลิศ
  • 0

ในขณะนี้ หัตถอุตสาหกรรม (Industrial Crafts) และ หัตถกรรม (Crafts) เป็นกลุ่มธุรกิจที่น่าสนใจและควรได้รับการพัฒนาสู่ตลาดต่างประเทศเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมเชิงวัฒนธรรม

(Cultural Industry) ที่เป็นที่สนใจในตลาดโลก ไม่ว่าจะเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว ขายเป็นของที่ระลึก หรือ ส่งออกผ่านสื่อออนไลน์ เป็นต้น ผ้าทอมือ ถือว่าเป็นกลุ่มสินค้าหัตถกรรมที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกของไทย เป็นกลุ่มสินค้าที่ควรเร่งพัฒนาเพื่อขายในและต่างประเทศ ผ้าทอมือพื้นบ้านของไทยส่วนใหญ่จะใช้เส้นใยจากธรรมชาติทั้งฝ้ายและไหม ซึ่งได้รับความนิยมจากผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ต่างชื่นชมและหลงไหลเสน่ห์ผ้า ทอมือของไทยอย่างยิ่ง ดังเห็นได้จากการแสดงแฟชั่นโชว์ ผ้าทอพื้นเมืองไทยในภาคต่างๆ มีผู้ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก

 

68_th_1_001

 

หากแต่ว่าหลายครั้งที่ลูกค้าต่างประเทศมีการซื้อสินค้าครั้งเดียว และอาจจะไม่แนะนำลูกค้าใหม่ เนื่องจากผ้าทอมือยังมีคุณสมบัติที่ไม่เป็นไปตามที่ลูกค้าต้องการ แม้ว่าผลิตภัณฑ์สิ่งทอจะเป็นสินค้ากลุ่มแฟชั่น คือ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและความสวยงามขึ้นอยู่กับความพอใจของลูกค้า แต่คุณภาพและคุณสมบัติในการใช้งานเป็นสิ่งที่จำเป็นในการแข่งขันของตลาดในปัจจุบัน ผ้าทอมือนอกจากทำเสื้อผ้าสำเร็จรูปแล้ว ยังได้มีการนำไปประยุกต์ใช้เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆมากมาย เช่น เคหะสิ่งทอใช้ในบ้าน สปา และ โรงแรม ของใช้อเนกประสงค์ ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เป็นต้น ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสที่ดีในการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ เนื่องจากลูกค้าต่างประเทศชื่นชม ผลิตภัณฑ์เชิงวัฒนธรรมของไทย

 

นอกจากคุณภาพของผ้าทอมือซึ่งถือเป็นประเด็นที่ต้องพัฒนาแล้ว ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ผ้าทอมือส่วนใหญ่ยังคงมีจุดด้อยอีกประการหนึ่ง คือ คุณสมบัติเฉพาะสำหรับธุรกิจบางธุรกิจนั้นยังไม่ผ่าน เช่น ผ้าที่ใช้ในธุรกิจโรงแรมตามมาตรฐานยุโรปนั้นต้องสามารถต้านการลามไฟได้  หรือบางผลิตภัณฑ์ เช่น กระเป๋า ผ้าคลุมโต๊ะ ถ้าสามารถเพิ่มคุณสมบัติการสะท้อนน้ำ หรือกันสิ่งสกปรกได้ นั้นจะเป็นการเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ได้เป็นอย่างดี ดังนั้นกระบวนการตกแต่งสำเร็จ (Finishing) จึงมีส่วนช่วยในการปรับปรุงคุณสมบัติของผ้าทอมือได้อีกทางหนึ่ง การตกแต่งสำเร็จ (Finishing) สำหรับผ้านั้น ปกติจะแยกตามชนิดของเส้นใย ซึ่งในที่นี้จะมี ผ้า 2 ชนิดคือ ผ้าฝ้ายและผ้าไหม ดังนั้นในการพัฒนาคุณสมบัติผ้าด้วยการตกแต่งสำเร็จ (Finishing) เพื่อให้มีคุณสมบัติตามความต้องการของภาคธุรกิจนั้น จะสามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิดคือ

 

 

การพัฒนาคุณสมบัติด้วยการตกแต่งสำเร็จ (Finishing)

เพื่อให้มีคุณสมบัติและคุณลักษณะ เป็นที่ต้องการของธุรกิจต่างๆ สามารถตกแต่งสำเร็จได้ดังนี้

ผ้าไหม

ผ้าฝ้าย

-         ผ้าไหมตกแต่งสำเร็จให้มีคุณสมบัตินุ่ม(Softener Finishes)

-         ผ้าไหมตกแต่งสำเร็จมีกลิ่นหอมด้วยเทคโนโลยีไมโครเอ็นแคปซูล (Microencapsulation Finishes)

-         ผ้าไหมตกแต่งสำเร็จสะท้อนน้ำ(Water repellant Finishes) โดยทำการทดสอบตามมาตรฐาน ISO 4920 : 1981 (E) จากการทดสอบได้ผล ระดับ ISO 4 คือ ผิวด้านที่ถูกน้ำพ่น ไม่มีรอยเปียก แต่มีหยดน้ำเล็กๆ เกาะอยู่

-         ผ้าไหมสะท้อนตกแต่งสำเร็จน้ำมัน (Oil repellant Finishes)โดยทำการทดสอบตามมาตรฐาน AATCC TM 118 : 2007 จากการทดสอบได้ผล ระดับ Grade 6 คือ N-DECANE

-         ผ้าไหมสะท้อนตกแต่งสำเร็จต้านการลามไฟ (Flame retardant Finishes) โดยทำการทดสอบตามมาตรฐาน 16 CFR -1610 จากการทดสอบได้ผล คือ CLASS 1

-         ผ้าฝ้ายตกแต่งสำเร็จให้มีคุณสมบัตินุ่ม(Softener Finishes)

-         ผ้าฝ้ายตกแต่งสำเร็จป้องกันเชื้อราและเชื้อแบคทีเรีย(Antimicrobial Finishes)โดยทำการทดสอบตามมาตรฐาน AATCC TM 100-2004 จากการทดสอบได้ผล คือ เปอร์เซ็นต์ Reduction 95%

-         ผ้าฝ้ายตกแต่งสำเร็จสะท้อนน้ำ (Water repellant Finishes) โดยทำการทดสอบตามมาตรฐาน โดยทำการทดสอบตามมาตรฐาน ISO 4920 : 1981 (E) จากการทดสอบได้ผล ระดับ ISO 4 คือ ผิวด้านที่ถูกน้ำพ่น ไม่มีรอยเปียก แต่มีหยดน้ำเล็กๆ เกาะอยู่

-         ผ้าฝ้ายตกแต่งสำเร็จสะท้อนน้ำมัน (Oil repellant Finishes)โดยทำการทดสอบตามมาตรฐาน AATCC TM 118 : 2007  จากการทดสอบได้ผล ระดับ Grade 6 คือ N-DECANE

-         ผ้าฝ้ายตกแต่งสำเร็จต้านการลามไฟ (Flame retardant Finishes) โดยทำการทดสอบตามมาตรฐาน 16 CFR -1610 จากการทดสอบได้ผล คือ CLASS 1

-         ผ้าฝ้ายตกแต่งสำเร็จFinishes with enzyme : bio-Finishes for cellulose

 

เพื่อเป็นการยกตัวอย่างกรณีศึกษาของการเพิ่มมูลค่าสินค้าของผ้าทอมือ ทางสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอได้พัฒนาผ้าไหมสะท้อนน้ำโดยใช้กระบวนการดังต่อไปนี้

 

กระบวนการตกแต่งสำเร็จผ้าไหมทอมือสะท้อนน้ำ(Water repellant Finishes)โดยแบ่งออกเป็น 4  ขั้นตอนหลัก คือ

1. การทำให้ผลิตภัณฑ์ผ้าไหมทอมือ ดูดซับน้ำสารเคมีให้เพียงพอ

2. มีการควบคุม เปอร์เซ็นต์ดูดซับของเหลวและสารเคมี (% pick up)

3. การทำให้แห้งและการยึดติดของสารเคมี (Curing) โดยความคุมความร้อนไม่เกิน 140 องศาเซลเซียส

4. การทดสอบคุณภาพการใช้งานของผลิตภัณฑ์ตกแต่งสำเร็จ

 

วีธีทำการทดลอง

 

1.ชั่งน้ำหนักแห้งของผ้าไหมทอมือ

 

2.ทบทวนเปอร์เซ็นต์ pick up ให้อยู่ในช่วง 75-80 เปอร์เซ็นต์ (โดยการคำนวณเทียบกับน้ำหนักของผ้าแห้ง)

 

3.เตรียมสารตกแต่งสำเร็จสะท้อนน้ำ NUVA 2114 ปริมาณ 30 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร ปรับด้วยกรดซิตริก แอซิดที่ pH 3.5-4 เนื่องจากผ้าไหมทอมือมักดูดซับน้ำสารเคมีได้น้อย จึงมีการใส่สารช่วยลดความตึงผิวของของเหลว (wetting agent) เพื่อให้ผ้าไหมทอมือดูดซับน้ำสารเคมีได้ดี โดยใส่ Alcohol 99% 3-5 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร

 

4.กำหนดอุณหภูมิและเวลาที่ผลิตภัณฑ์ผ้าไหมทอจะอยู่ภายใต้อุณหภูมิสูง เพื่อให้เกิดปฏิกิริยาการยึดเกาะของสารเคมีกับเส้นใย ปกติจะใช้ความร้อนประมาณ 135-140 องศานาน 2-3 นาทีในกรณีของผ้าไหม

 

5.การทดสอบคุณภาพการใช้งานของผลิตภัณฑ์ผ้าไหมทอมือที่ผ่านการตกแต่งสำเร็จสะท้อนน้ำ โดยทำการ         ทดสอบตามมาตรฐาน ISO 4920 : 1981 (E)

ผลการทดลอง

ความสะท้อนน้ำ : ทดสอบตามมาตรฐาน ISO 4920 : 1981 (E)

ความสะท้อนน้ำ

(ระดับ)

ชิ้นทดสอบที่ 1

ชิ้นทดสอบที่ 2

ชิ้นทดสอบที่ 3

ISO 4

ISO 4

ISO 4

หมายเหตุ :            - ISO 5 = พื้นผิวด้านที่ถูกน้ำพ่น ไม่มีรอยเปียก และไม่มีหยดน้ำเล็ก ๆ เกาะอยู่

- ISO 4 = พื้นผิวด้านที่ถูกน้ำพ่น ไม่มีรอยเปียก แต่มีหยดน้ำเล็ก ๆ เกาะอยู่

- ISO 3 = พื้นผิวด้านที่ถูกน้ำพ่น เปียกเป็นหย่อมเล็ก ๆ

- ISO 2 = พื้นผิวด้านที่ถูกน้ำพ่น เปียกครึ่งหนึ่ง ซึ่งเกิดจากพื้นผิวส่วนที่เปียกเป็นหย่อมเล็ก ๆ ซึมมารวมกัน

- ISO 1 = พื้นผิวด้านที่ถูกน้ำพ่น เปียกทั้งหมด

 

สรุปและอภิปายผลการทดลอง

จากผลการทดลองได้ผล ระดับ ISO 4 คือ ผิวด้านที่ถูกน้ำพ่น ไม่มีรอยเปียก แต่มีหยดน้ำเล็กๆ เกาะอยู่ ซึ่งถือว่าผ่านเกณฑ์มาตรฐานการสะท้อนน้ำ สามารถนำไปตัดเย็บผลิตภัณฑ์ต้นแบบ ตะกร้าใส่ของเอนกประสงค์ กล่องใส่เครื่องประดับ เบาะรองนั่ง กระเป๋า และซองใส่เอกสาร เป็นต้น

 

หลังจากนั้นได้ทำการพัฒนาการตกแต่งสำเร็จและทำการทดสอบตามมาตรฐานในหัวข้อต่างๆ แล้วจึงได้มีการพัฒนาออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบใน 3 คอลเลคชั่น ดังนี้

 

คอลเลคชั่นที่ 1 กลุ่มธุรกิจการโรงแรม สปา และกลุ่มธุรกิจบ้านจัดสรร

ชุดของใช้ กลุ่มธุรกิจสปา ผลิตภัณฑ์ต้นแบบคือ ชุดคลุมกลิ่นลาเวนเดอร์และชุดคลุมสัมผัสนุ่มโคมไฟกลิ่นลาเวนเดอร์ หมอนอิงกลิ่นลาเวนเดอร์

 

ชุดของใช้ กลุ่มธุรกิจโรงแรม (ภายในห้องพัก) ผลิตภัณฑ์ต้นแบบ คือแฟ้มปกผ้าสะท้อนน้ำ (สำหรับใส่เอกสารในห้องพัก) ผ้าม่านต้านรังสี UV ผ้าตกแต่งเตียงและผ้าตกแต่งเฟอร์นิเจอร์กลิ่นมะลิ

 

คอลเลคชั่นที่ 2 กลุ่มธุรกิจเครื่องนอน เครื่องใช้บนโต๊ะอาหารและเครื่องใช้ในครัว

ผลิตภัณฑ์ต้นแบบ คือ ชุดเครื่องนอน ผ้าห่มและผ้าคลุมเตียงกลิ่นมะลิ ปลอกหมอนสัมผัสนุ่ม ปลอกหมอน และหมอนอิงกลิ่นมะลิ

 

คอลเลคชั่นที่ 3 กลุ่มธุรกิจเครื่องใช้เอนกประสงค์ ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน

ชุดของใช้ในชีวิตประจำวัน ผลิตภัณฑ์ต้นแบบ คือ ตะกร้าใส่ของเอนกประสงค์ กล่องใส่เครื่องประดับ เบาะรองนั่ง กระเป๋า และซองใส่เอกสาร ใส่คุณสมบัติสะท้อนน้ำ กระเป๋าผ้ากลิ่นลาเวนเดอร์ หมวกกันแดดต้านรังสี UV

ชุดของใช้ในครัว ผลิตภัณฑ์ต้นแบบ คือ ผ้ากันเปื้อน ถุงมือกันร้อน ผ้ารองจาน ที่รองแก้ว ใส่คุณสมบัติสะท้อนน้ำ

 

โดยผลสำเร็จของงานนั้น  จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ได้ถึง 15-20% นอกจากนี้ผลงานดังกล่าว ยังเป็นแนวทางในการนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าไหมและผ้าฝ้ายให้สามารถสร้างขยายฐานการตลาดส่งผลต่อการสร้างรายได้กลับคืนสู่สมาชิกผู้ทอผ้าในพื้นที่ต่าง ๆ ต่อไป

 

**ดร. ชาญชัย สิริเกษมเลิศ

ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมเทคโนโลยี สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ