Switch to: uk
26 March 2017 21:29PM

การแก้ปัญหาเส้นด้ายขาดในเครื่อง Ring Spinning

17 Oct 11 ,  **ธรรมติระวุฒิ
  • 0

เครื่อง ring spinning หรือเครื่องปั่นด้ายแบบวงแหวน มีชื่อเรียกเป็นทางการของเหล่านักปั่นด้ายว่า เครื่องปั่น 3 มีความสำคัญมากที่สุดในแง่ของคุณภาพ และปริมาณการผลิต ที่ผู้ซื้อผู้ขายใช้เป็นมาตรฐานเดียวกันในการเปรียบเทียบคุณภาพทั้งด้านขนาดเบอร์ด้าย (yarn count) จุดหนาบาง (thick place and thin place) เกลียวต่อนิ้ว (turns per inch หรือ TPI) สิ่งเจือปนที่ติดปนมากับเส้นด้าย จุดไข่ปลา ที่ปรากฏอยู่บนผิว (nep) ความเหนียว (strength) เป็นต้น

 

59_th_2_001

ทุกกระบวนการในโรงงานสิ่งทอล้วนมีผลต่อคุณภาพการผลิตเส้นด้ายที่ดี

 

คุณภาพเหล่านี้จึงใช้เป็นข้อตกลงเบื้องต้นของการซื้อขายเพื่อให้เกิดความเที่ยงธรรมทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไม่ค่อยดีจะถูกนำขึ้นมาอ้างอิงเสมอ เพื่อต่อรองราคากับผู้ผลิตให้ลดราคาต่ำลง แต่ในบางโอกาสโดยเฉพาะช่วงตลาดบูม ปัญหาเหล่านี้จะถูกพาดพิงหรืออ้างอิงน้อยมาก อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดปัญหาฝ่ายผลิตจำเป็นต้องหาวิธีป้องกันปัญหาต่างๆ เหล่านี้ให้ลดลง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อ

 

โดยทั่วไปเครื่อง ring spinning หนึ่งเครื่องประกอบไปด้วยแกนปั่นด้ายมากกว่า 400 แกน การผลิตเส้นด้ายแต่ละเบอร์ไม่ได้ผลิตขึ้นจากเครื่องปั่นด้ายเพียงเครื่องเดียว แต่อาจจะต้องใช้มากกว่า 4-5 เครื่องขึ้นไป นั่นหมายถึง ในการผลิตแต่ละเบอร์ด้ายจะประกอบไปด้วยจำนวนแกนทั้งสิ้นประมาณ 1,600-2,000 แกน บางขนาดหรือบางเบอร์ด้ายที่เป็นเส้นด้ายยอดฮิตอาจต้องใช้เครื่องปั่นด้ายมากกว่า 15 เครื่อง หรือประมาณ 6,000 แกน นั่นหมายถึงทุกๆ แกนจะต้องควบคุมคุณภาพให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานตามที่ได้ตกลงกันระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย แต่ในทางปฏิบัติจริงอาจเป็นไปไม่ได้ที่ฝ่ายผลิตจะควบคุมคุณภาพได้ร้อยเปอร์เซนต์ อาจมีบางแกนที่ผิดแปลกไปจากเกณฑ์ที่ต้องการ เหนือการควบคุมของฝ่ายคุณภาพ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงกับทุกโรงงานปั่นด้าย

 

เวลาซื้อขายเส้นด้ายจะอยู่ในรูปของ cone ที่ผลิตออกจากเครื่องกรอด้าย (winding) แต่ละ cone มีน้ำหนักประมาณ 4-5 ปอนด์ และใน 1 cone จะประกอบไปด้วยเส้นด้าย ring spinning มากกว่า 40 หลอดที่ถูกกรอรวมกัน นั่นหมายถึง ทุกแกนปั่นด้ายต้องมีคุณภาพอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน แต่ถ้าเกิดปัญหากับแกนปั่นด้ายเพียง 1-2 แกน ที่ถูกกรอรวมกันเข้าไปใน 1 cone เมื่อนำไปใช้งานทางด้านทอผ้า (weaving) หรือถักผ้า (knitting) ก็ตาม ผู้ซื้อก็จะเหมารวมว่าด้ายทั้งล็อตที่สั่งซื้อเข้ามามีปัญหาและขอรับการเปลี่ยนคืนทั้งหมด ทำให้เกิดปัญหายุ่งยากกับฝ่ายผลิตเป็นอย่างมาก

 

วิธีการที่ดีที่สุดของโรงปั่นด้ายก็คือ พยายามหลีกเลี่ยงปัญหาที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ปัญหาต่างๆ มักส่งผลกระทบอย่างรุนแรงที่สุดในด้านความแข็งแรงของเส้นด้ายหรือความเหนียวนั่นเอง เพราะผู้ซื้อเส้นด้ายไปทอผ้าหรือถักผ้ามักต้องการให้เส้นด้ายเดินดีตลอดเวลา เส้นด้ายต้องไม่ขาด นั่นหมายถึงการผลิตจะได้ปริมาณที่มาก แต่ถ้าเส้นด้ายขาดบ่อยในขณะทอ ผลผลิตก็จะต่ำลง การที่เครื่องหยุดบ่อยจะส่งผลกระทบด้านจิตใจแก่ผู้ทอผ้า และอาจเลยเถิดถึงกับไม่ยอมใช้เส้นด้ายล็อตนั้น หรือผู้ปฏิบัติงานเกิดความเบื่อหน่ายและพาลลาออกจากงาน ปัญหาเหล่านี้มักเกิดขึ้นกับโรงงานทอผ้าเป็นจำนวนมาก ดังนั้น เมื่อฝ่ายทอผ้าต้องการซื้อเส้นด้ายจากโรงงานปั่นด้ายจึงมักจะกำหนดเกณฑ์มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับความเหนียวมาให้เสมอ เกณฑ์ที่ว่านี้ได้แก่

 

ขนาดเบอร์เส้นด้าย (yarn count) โดยทั่วไป การซื้อขายเส้นด้ายแต่ละเบอร์จะมีเกณฑ์มาตรฐานกำหนดไว้ว่า เบอร์เส้นด้ายต้องเบี่ยงเบนไม่เกิน +/- 3% ของแต่ละเบอร์ด้าย เช่นเบอร์ 20S เกณฑ์มาตรฐานจะอยู่ที่เบอร์19.4S -20.6S นั่นหมายถึง กระบวนการผลิตเบอร์ 20S น้ำหนักจะอยู่ช่วงประมาณ 48.5-51.5 เกรนต่อความยาว 120 หลา และเบอร์ 32S เกณฑ์มาตรฐานจะอยู่ที่เบอร์ 31.04S-32.9 S มีน้ำหนักอยู่ในช่วงระหว่าง 30.4-32.2 เกรนต่อความยาว 120 หลา เป็นต้น การควบคุมเบอร์เส้นด้ายจึงครอบคลุมถึงการควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ตามที่กำหนด เท่ากับเป็นการควบคุมความเหนียวของเส้นด้ายให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ แต่ถ้าน้ำหนักหรือเบอร์ด้ายผิดไปจากเกณฑ์ อาจทำให้ความเหนียวคลาดเคลื่อนไปจากเดิมได้เช่นกัน

 

จุดหนาบางบนเส้นด้าย (thick place and thin place) เส้นด้ายที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของลูกค้าต้องมีความสม่ำเสมอในทุกๆ หน่วยความยาว กรณีที่เกิดความไม่สม่ำเสมอ นั่นหมายถึงบางจุดที่ปรากฏให้เห็นจากรอยหนาและรอยบางสลับกัน รอยที่หนานี้ถ้าสามารถนำมาชั่งน้ำหนักได้จะพบว่ามีน้ำหนักสูงกว่าเกณฑ์ ในขณะที่รอยบางมีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ แต่ถ้านำทั้งสองรอยมาชั่งรวมกันแล้วหารด้วยสอง อาจทำให้น้ำหนักของเส้นด้ายอยู่ในระดับมาตรฐานได้เช่นกัน ถ้านำจุดหนาบางทั้งสองไปวัดเป็นความเหนียว เราจะพบว่าจุดที่มีความหนาและจุดบางจะมีความเหนียวต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ดังนั้นเส้นด้ายที่ดีหมายถึงการกำจัดจุดหนาบางให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในทำนองเดียวกัน ถ้านำจุดหนาบางไปวัดค่าเกลียวจะปรากฏผลออกมาว่า ตำแหน่งดังกล่าวมีเกลียวน้อยกว่าเกณฑ์ปกติเช่นกัน ซึ่งโดยธรรมชาติของเส้นด้ายที่มีเกลียวมากจะมีความเหนียวมากกว่าเกลียวน้อย

 

จำนวนเกลียวต่อนิ้ว (turns per inch) มีผลต่อความแข็งแรงของเส้นด้ายทุกชนิด เมื่อนำเส้นด้ายเหล่านี้ไปทอผ้า (weaving) หรือถักผ้า (knitting) คุณสมบัติด้านความเหนียวหรือความแข็งแรง หมายถึงสภาวะที่สามารถทนต่อแรงเสียดสีจากการกระทบหน้าผ้า กระสวย การสืบด้าย หรือการดึงเส้นด้ายออกจากลูก cone เป็นต้น ดังนั้นจำนวนเกลียวที่ปรากฏอยู่โดยทั่วไปจะมีหน่วยวัดเป็นเกลียวต่อนิ้ว แต่ละเบอร์ด้ายจะมีค่าเกลียวมาตรฐานกำหนดไว้ เช่น เบอร์ 20S ฝ้าย 100% ที่ทำจากเครื่อง ring spinning จะมีเกลียวต่อนิ้วอยู่ในช่วงระหว่าง 17.9-21.5 หรือเบอร์ 32S ที่ทำจากฝ้าย 100% จะมีเกลียวต่อนิ้วอยู่ในช่วงระหว่าง 22.6-27.2 เป็นต้น

 

สิ่งเจือปนที่ติดปนมากับเส้นด้าย หรือเรียกให้สอดคล้องกับกระบวนการซื้อขายเส้นด้ายคือความสกปรกนั่นเอง ด้ายที่มีสิ่งเจือปนมากจะสกปรกมาก ซึ่งมีผลกระทบต่อความเหนียว นั่นคือจะทำให้ด้ายไม่เหนียวและขาดบ่อยขณะนำไปใช้งาน ในทางกลับกัน ด้ายที่มีสิ่งเจือปนน้อยจะให้ความแข็งแรงสูงกว่า ดังนั้นโรงงานควรให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ให้ดี การปฏิบัติที่จะช่วยให้เส้นด้ายที่มีสิ่งเจือปนน้อยสามารถดำเนินการได้ คือการควบคุมกระบวนการผลิตทุกขั้นตอนให้สะอาด ทั้งเครื่องจักร วัตถุดิบ รวมทั้งบริเวณที่ปฏิบัติงานอยู่ เพราะถ้าปล่อยให้พื้นที่ดังกล่าวสกปรกขณะเปิดเครื่องจักร ด้วยความเร็วรอบของเครื่อง จะสร้างกระแสลมขึ้นทำให้สิ่งสกปรกอันได้แก่ เศษฝ้าย ฝุ่นละออง ปลิวฟุ้งอยู่รอบบริเวณที่ทำงาน ส่งผลกระทบโดยฝุ่นละอองเหล่านี้จะติดเข้าไปกับเส้นด้าย จุดนี้เองเป็นจุดที่อ่อนแอที่สุด เพราะแทนที่จะมีเฉพาะเส้นใย แต่กลับมีสิ่งสกปรกปลิวเข้าไปแทนที่ในเนื้อเส้นใยนั่นเอง และถ้าสังเกตดูให้ดี เวลาเส้นด้ายขาดแล้วนำปลายเส้นด้ายมาตรวจสอบจะพบว่า ปลายเส้นด้ายที่ขาดจะมีสิ่งเจือปน หรือสิ่งสกปรกติดอยู่เสมอ

 

จุดไข่ปลา (nep) ที่ปรากฏอยู่บนเส้นด้าย เป็นไปได้ด้วย้หตุสองกรณีเท่านั้นคือ เกิดจากวัตถุดิบโดยเฉพาะฝ้าย และเกิดจากเครื่องจักร กรณีเกิดจากฝ้าย อาจเป็นเพราะการเลือกใช้เกรดฝ้ายไม่สอดคล้องกับขนาดหรือเบอร์เส้นด้ายที่ทำ ฝ้ายเกรดต่ำ เช่นเกรด LM (Low Middling) และ SLM (Strict Low Middling) จะมีปริมาณจุดไข่ปลามากกว่าเกรด M (Middling) เป็นต้น ดังนั้นการผลิตเส้นด้ายแต่ละเบอร์ควรเลือกใช้ฝ้ายให้เหมาะสมซึ่งจะช่วยลดปัญหาเรื่อง nep ได้เป็นอย่างดี

 

ส่วนสาเหตุที่เกิดจากเครื่องจักร ในกรณีทำเส้นด้ายโออี (open-end spinning) อาจจะเกิดจากหนามของเครื่องสางใย (carding) และหนาม combing roller ในเครื่องโออีไม่คม ส่วนเส้นด้ายที่ปั่นจากเครื่อง ring spinning ให้พิจารณาที่หนามในเครื่องสางใย (carding) ให้มีความคมและมีสภาพพร้อมใช้งานซึ่งจะช่วยกำจัด nep ได้ดี

 

ความเหนียว (strength) การซื้อขายเส้นด้ายระหว่างโรงงานทอผ้ากับโรงงานปั่นด้ายจะมีข้อตกลงที่สำคัญข้อหนึ่งคือ เส้นด้ายต้องมีความเหนียวอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน นั่นหมายถึง เมื่อด้ายมีความเหนียว การผลิตด้านการทอผ้าหรือถักผ้าจะได้ปริมาณมาก ในทางกลับกัน ถ้าด้ายไม่เหนียวจะให้ผลผลิตค่อนข้างต่ำ ด้ายแต่ละเบอร์มีความเหนียวแตกต่างกัน ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความเหนียวของเส้นด้ายคือ การเลือกใช้วัตถุดิบที่ดี การให้เกลียวต่อนิ้วต้องสอดคล้องกับเบอร์และชนิดของเส้นด้าย การเดินเครื่องด้วยความเร็วที่เหมาะสม เป็นต้น

 

59_th_2_002

เส้นด้ายที่ดีควรมีความเหนียวอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

 

เมื่อทราบเกณฑ์ข้อตกลงการซื้อขายในกรณีความเหนียวของเส้นด้ายแล้ว ผู้เกี่ยวข้องแม้จะพยายามคิดหาวิธีและเทกนิค การผลิตเส้นด้ายให้มีคุณภาพอยู่ในเกณฑ์ที่ดีก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงปัญหาเส้นด้ายขาดบ่อยในขณะผ่านเข้าเครื่อง ring spinning ซึ่งผู้เขียนขอถ่ายทอดประสบการณ์ให้ทราบถึงสาเหตุและการนำเทกนิคมาแก้ปัญหาดังต่อไปนี้

 

1) สายพานขับแกนปั่นสาม (spindle tape) หลุดจากแกนหลอด

2) สายพาน spindle tape สึก

3) การต่อ spindle tape

4) แกนปั่นด้ายไม่ได้ center

5) เศษด้ายพันติดที่แกน spindle

6) Traveller cleaner ตั้งไม่ถูกวิธี

7) Roving เคลื่อนที่ ไม่เข้าตำแหน่งศูนย์กลางของ roller

8) เศษฝ้ายพันติดกับระบบ draft

9) แรงลมดูดเศษวัตถุดิบไม่แรง

10) พื้นโรงงานสกปรก

11) เส้น Roving แข็งเกินไป

 

59_th_2_003

พื้นโรงงานที่สกปรกและมีเศษฝ้ายสะสม จะปลิวไปติดกับเส้นด้ายเส้นอื่นทำให้ขาด
จึงต้องรักษาพื้นโรงงานให้สะอาดอยู่เสมอ

 

สาเหตุและการแก้ปัญหาเส้นด้ายขาด

1) สายพานขับแกนปั่นสาม (spindle tape) หลุดจากแกนหลอด โดยทั่วไปกรณี spindle tape อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ โอกาสที่จะหลุดออกจากตำแหน่งการเคลื่อนที่เป็นไปยากมาก ยกเว้นกรณีการลงด้ายขณะด้ายปั่นสามเต็มหลอด ถ้าผู้ปฏิบัติงานมีความเข้าใจ การดึงหลอดออกจากแกนจะดึงออกในแนวตั้งตรงกับแกนหลอด แต่ถ้าเมื่อใดก็ตามหลอดด้ายถูกดึงออกในลักษณะบิดตัว สายพานก็จะหลุดออกจากร่อง แล้วเวลาเปิดเครื่องไม่ขยับสายพานลงร่องตามเดิม ทำให้ความเร็วรอบของแกนปั่นด้ายต่ำกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ส่งผลให้เกลียวเส้นด้ายน้อยลงและจะขาดในที่สุด

 

2) สายพาน spindle tape สึก กรณีนี้ช่างเครื่องขาดการเอาใจใส่ โดยธรรมชาติเมื่อสายพานขับเคลื่อนให้แกนปั่นด้ายหมุน โดยปกติจะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วรอบประมาณ 8,000-16,000 รอบต่อนาที ขึ้นอยู่กับขนาดเบอร์ด้าย และประสิทธิภาพของเครื่องจักร แกนนี้จะเสียดสีกับสายพานตลอดเวลา ทำให้สึกและบางลง ในสภาพเช่นนี้ช่างเครื่องควรตัดสายพานทิ้งและเปลี่ยนใหม่ทันที แต่ด้วยความไม่เข้าใจของช่างเครื่อง อาจทนใช้สายพานเส้นที่สึกหรอ ซึ่งเท่ากับความตึงของแกนปั่นด้ายกับสายพานลดลง ทำให้เกลียวของเส้นด้ายลดลงเช่นกัน เส้นด้ายจึงมักขาดบ่อย

 

3) การต่อ spindle tape โดยปกติเมื่อ spindle tape ขาด เราสามารถเปลี่ยนได้โดยการเปลี่ยนเส้นใหม่เข้าไปแทนที่ แต่บางโรงงานจะใช้วิธีต่อโดยใช้ความร้อนจากกระแสไฟฟ้าต่อให้ติดกัน ลักษณะการต่อแบบนี้ต้องอาศัยความชำนาญ เพราะถ้ารอยต่อไม่เรียบจะทำให้เกิดการวิ่งสะดุดในแกนปั่นด้าย ทำให้เส้นด้ายขาด

 

4) แกนปั่นด้ายไม่ได้ center เมื่อเส้นด้ายเต็มหลอดจะมีพนักงานทำหน้าที่ลงด้าย การลงด้ายที่ถูกวิธีจะไม่ทำให้แกนปั่นด้ายเสียศูนย์ นั่นหมายถึงแกนปั่นด้ายจะอยู่ตรงจุดกึ่งกลางวงแหวน (flange ring) แต่ถ้าลงด้ายผิดวิธี แกนปั่นด้ายจะเสียศูนย์ทันที และจะทำให้เส้นด้ายขาดบ่อย การแก้ไขโดยให้ช่างเครื่องตั้งศูนย์แกนปั่นด้ายใหม่ให้ตรงจะช่วยให้ได้ผลผลิตมากขึ้น

 

5) เศษด้ายพันติดที่แกน spindle เมื่อเครื่องปั่นสาม (ring spinning) เปิดใช้งานไปนานวันจะมีเศษด้ายไปพันติดอยู่ที่ส่วนล่างของแกน เวลาลงด้ายต้องกำจัดเศษด้ายนี้ทิ้งไป ขืนปล่อยไว้เมื่อเครื่องจักรวิ่งอยู่ หลอดด้ายจะหลุดออกจากแกนปั่นด้าย ทำให้หลอดสั่นแล้วเส้นด้ายจะขาด

 

6) Traveller cleaner ตั้งไม่ถูกวิธี อุปกรณ์ชิ้นนี้มีลักษณะคล้ายปีกนก ทำจากโลหะ มีปีกสองข้างทำหน้าที่กำจัดสิ่งสกปรกและฝุ่นละอองไม่ให้ไปติดกับห่วง (traveller) โดยทั่วไปจะตั้งระยะห่างระหว่างวงแหวน (flange ring) และ traveller cleaner ประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ตำแหน่งนี้เป็นจุดที่สำคัญที่ช่างเครื่องไม่ควรมองข้าม แต่ควรเอาใจใส่และหมั่นตรวจตราทุกครั้งที่มีการล้างเครื่อง ซึ่งจะช่วยลดปัญหาเกี่ยวกับเส้นด้ายขาดในเครื่อง ring spinning ได้เช่นกัน

 

7) Roving เคลื่อนที่ไม่เข้าตำแหน่งศูนย์กลางของ roller ตามหลักการการปั่นด้ายแบบวงแหวน เส้นปั่นสอง (roving) จะเคลื่อนที่ผ่านระบบ draft ของเครื่องปั่นสาม (ring spinning) ตรงจุดกึ่งกลาง โดยเริ่มเคลื่อนที่จาก back roller ผ่าน middle roller โดยมีห่วงหนัง (apron) ขับเคลื่อนเส้น roving ส่งต่อมายัง front  roller ที่มีลูกหนังกดอยู่ ตำแหน่งที่เส้น roving เคลื่อนที่ผ่านระบบ draft ควรตั้งให้อยู่จุดกึ่งกลางของระบบ ซึ่งจะช่วยให้เส้นด้ายพันเข้าหลอดได้คล่องตัว ไม่เกิดแรงเสียดทาน แต่บางโอกาส การเซ็ทเครื่องไม่ถูกตำแหน่งอาจทำให้เกิดแรงเสียดทานระหว่างการปั่นด้าย ทำให้เส้นด้ายขาดบ่อยได้

 

8) เศษฝ้ายพันติดกับระบบ draft อาจพันติดกับเพลาโรเลอร์ (bottom roller) หรือลูกหนัง (top roller) ถ้าไม่กำจัดเศษฝ้ายออกทำให้ระบบ draft ทำงานผิดพลาด ส่งผลให้เส้นด้ายเกิดเป็น slub หรือเส้นด้ายพองโตผิดปกติ ลองสังเกตดูให้ดี เมื่อเกิดเป็น slub จุดนี้จะมีเกลียวน้อยมากหรือแทบจะไม่มีเกลียวเลย นั่นหมายถึงเป็นตำแหน่งที่เส้นด้ายอ่อนแอที่สุด มีความเหนียวไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกระบวนการปั่นด้ายเป็นอย่างมากเพราะเส้นด้ายจะขาดมากกว่าปกติ

 

9) แรงลมดูดเศษวัตถุดิบไม่แรง กระบวนการปั่นด้ายทุกชนิดไม่สามารถหลีกเลี่ยงปัญหาเกี่ยวกับเส้นด้ายขาด เนื่องจาก ring Sspinning หนึ่งเครื่องจะมีแกนปั่นด้ายมากถึง 400 แกน ทุกแกนจะมีท่อดูดเศษวัตถุดิบไปเก็บไว้ข้างเครื่องเรียกว่าถุงเก็บ (filter) โดยอาศัยกระแสลมดูดจากเครื่อง ซึ่งจะทำหน้าที่ดูดเศษวัตถุดิบไปเก็บไว้ในกรณีเส้นด้ายขาดทุกครั้ง ลมดูดนี้ต้องแรงพอสมควร ถ้าไม่แรงจะทำให้เส้นด้ายที่ขาดปลิวไปติดกับเส้นอื่นๆ ทำให้ขาดมากยิ่งขึ้น

 

10) พื้นโรงงานสกปรก โดยทั่วไปเครื่อง ring spinning จะมี blower ทำหน้าที่ดูดเศษฝ้ายที่ตกลงตามพื้นโรงงานและเป่าทำความสะอาดเครื่องจักรไปพร้อมๆ กัน ในส่วนที่ทำหน้าที่ดูดเศษฝ้ายต้องมีแรงลมดูดพอสมควรซึ่งจะช่วยให้พื้นโรงงานสะอาด แต่ถ้าลมดูดไม่แรง เมื่อมีเศษฝ้ายสะสมตัวมากขึ้น ทำให้ปลิวฟุ้งไปติดกับเส้นด้ายเส้นอื่นทำให้ขาด อีกวิธีหนึ่งที่ทำให้พื้นโรงงานสะอาดคือต้องมีคนกวาดพื้นโรงงานด้วย ก็จะช่วยลดปัญหาเส้นด้ายขาดได้มากเช่นกัน

 

11) เส้น roving แข็งเกินไป เป็นผลมาจากการให้เกลียวในเครื่องปั่นสองมากเกินไป ส่งผลให้การ draft ไม่คล่องตัว เกิดเป็นตัวหนอนขณะปั่นด้าย ทุกครั้งที่เป็นตัวหนอนเส้นด้ายจะไม่ขาดเพียงเส้นเดียวเท่านั้น แต่อาจส่งผลกระทบไปยังแกนปั่นด้ายข้างเคียงอื่นๆ อีกประมาณ 4-5 แกน ดังนั้นจำนวนเกลียวต่อนิ้วในเครื่อง roving ต้องให้เหมาะสมและสอดคล้องกับชนิดของเส้นด้ายที่ผลิตอยู่

 

จากข้อมูลและเหตุผลต่างๆ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในข้างต้น บ่งบอกได้ชัดเจนว่า เส้นด้ายที่ขาดบ่อยหรือมีความเหนียวต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานเป็นของแสลงที่ผู้ใช้ไม่ต้องการ เพราะมักสร้างความยุ่งยากต่อกระบวนการทอผ้าและถักผ้าเป็นอย่างมาก

 

บทความในเรื่องนี้ถ้านักปั่นด้ายได้อ่านและทำความเข้าใจให้ลึกซึ้งก็สามารถนำเทกนิควิธีการมาแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ ซึ่งจะช่วยสร้างบรรยากาศของการซื้อขายระหว่างฝ่ายผลิตและผู้ใช้ได้เป็นอย่างดี

 

**รองศาสตราจารย์ บุญชัย บุญธรรมติระวุฒิ

อาจารย์ประจำสาขาวิชา มนุษยนิเวศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

 

คลิกเพื่ออ่านการป้องกันปัญหาเกลียวแตกในเครื่อง Two for one Twister (1)

 

คลิกเพื่ออ่าน การป้องกันปัญหาเกลียวแตกในเครื่อง Two for one Twister (2)

 

คลิกเพื่ออ่านบทความ การแก้ปัญหาตัวหนอนในเครื่อง Ring Spinning