Switch to: uk
30 March 2017 04:56AM

อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยเป็นอุตสาหกรรม sunset จริงหรือ?

03 Oct 16 ,  ttistextiledigest
  • 0
ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา คนไทยจะได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับการปิดตัวของโรงงานทอผ้า โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า รวมถึงการย้ายฐานการผลิตเสื้อผ้าไปยังประเทศที่ยังมีค่าแรงต่ำกว่าไทย โดยเหตุผลที่มักจะกล่าวถึงคือ อุตสาหกรรมนี้เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น เมื่อค่าแรงของไทยสูงขึ้นและแรงงานขาดแคลน ผู้ประกอบการจึงอยู่รอดยาก หรือการที่ประเทศหลักๆ ที่เป็นตลาดใหญ่ของไทยได้ยกเลิกการให้สิทธิพิเศษทางภาษี (GSP) สำหรับประเทศไทยซึ่งทำให้สินค้าไทยแข่งขันกับสินค้าที่มาจากประเทศที่ยังได้สิทธิทางภาษีนี้อยู่ได้ยากขึ้น

ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา คนไทยจะได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับการปิดตัวของโรงงานทอผ้า โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า รวมถึงการย้ายฐานการผลิตเสื้อผ้าไปยังประเทศที่ยังมีค่าแรงต่ำกว่าไทย โดยเหตุผลที่มักจะกล่าวถึงคือ อุตสาหกรรมนี้เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น เมื่อค่าแรงของไทยสูงขึ้นและแรงงานขาดแคลน ผู้ประกอบการจึงอยู่รอดยาก หรือการที่ประเทศหลักๆ ที่เป็นตลาดใหญ่ของไทยได้ยกเลิกการให้สิทธิพิเศษทางภาษี (GSP) สำหรับประเทศไทยซึ่งทำให้สินค้าไทยแข่งขันกับสินค้าที่มาจากประเทศที่ยังได้สิทธิทางภาษีนี้อยู่ได้ยากขึ้น

 

SunsetTextile

 

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยจึงมักจะถูกมองว่าเป็นอุตสาหกรรม sunset ที่ไม่มีอนาคตอีกต่อไป อย่างไรก็ตามจากการที่นักวิจัยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้มีโอกาสจัดทำยุทธศาสตร์การสร้างความเข้มแข็งทางการค้า และยุทธศาสตร์ชาติการค้า ในรายอุตสาหกรรมนี้ ให้กับสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์

 

พบว่า อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีการจ้างงานสูงและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศค่อนข้างมาก อาจจะสามารถอยู่รอดและแข่งขันได้ในสภาพแวดล้อมปัจจุบันหากเรามีการปรับตัวในทิศทางที่เหมาะสม

 

ทั้งนี้หากเราดูตัวอย่างของประเทศที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มก่อนหน้าที่ไทยจะเข้าสู่อุตสาหกรรมนี้ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน จะมีใครเชื่อไหมว่า ประเทศเหล่านี้ล้วนเคยประสบปัญหาเช่นเดียวกับที่ไทยกำลังประสบอยู่ในตอนนี้ คือในประเทศมีแต่กิจกรรมการตัดเย็บเสื้อผ้าซึ่งใช้แรงงานมาก และเมื่อค่าแรงสูงขึ้นจึงไม่สามารถแข่งขันได้ แต่ประเทศเหล่านี้ได้ทำการยกระดับ (upgrade) อุตสาหกรรมของเขาจากการตัดเย็บเสื้อผ้าเพียงอย่างเดียวซึ่งเป็นกิจกรรมปลายน้ำที่ใช้แรงงานเข้มข้นและสร้างมูลค่าได้ไม่มากนัก ไปสู่กิจกรรมกลางน้ำ (ผ้าผืน) และต้นน้ำ (เส้นใย) มากขึ้น แล้วสามารถทำรายได้ให้กับประเทศเหล่านี้อย่างเป็นกอบเป็นกำ

 

มีใครทราบบ้างไหมว่า ปัจจุบันไต้หวันยังมีอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มอยู่แต่เขาหันไปให้ความสำคัญกับการทำสิ่งทอแบบเทคนิค เช่น ผ้าที่ระบายความชื้น ความร้อนได้ดี ผ้าทนไฟ ผ้าที่ใช้ในอุตสาหกรรม ผ้าที่ใช้ในโรงพยาบาล ฯลฯ รวมถึงการพัฒนาเส้นใยที่มีคุณสมบัติพิเศษเช่นสามารถเรืองแสงในที่มืด สามารถนำไฟฟ้าได้ ซึ่งสามารถนำไปทอเป็นผ้าผืนเพื่อพัฒนาเป็นเสื้อผ้าที่มีคุณลักษณะพิเศษต่อไป หรือแม้กระทั่งประเทศญี่ปุ่นที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงเช่นยานยนต์ อิเลคโทรนิคส์ ก็ยังมีอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มอยู่เพียงแต่เขาได้มีการพัฒนาไปถึงขั้นการผลิตเครื่องจักรที่ใช้ในอุตสาหกรรมนี้แล้ว ทิศทางการพัฒนาไปสู่กิจกรรมกลางน้ำ (ผ้าผืน) และต้นน้ำ (เส้นใย) นี้เป็นแนวทางหนึ่งที่ไทยสามารถยกระดับอุตสาหกรรมของเราแทนที่จะทำเพียงการตัดเย็บเสื้อผ้าซึ่งเป็นกิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มไม่สูงนักและใช้แรงงานเข้มข้นอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

นอกจากการพัฒนาไปสู่กิจกรรมกลางน้ำและต้นน้ำให้มากขึ้นแล้ว ไทยเรายังสามารถยกระดับอุตสาหกรรมนี้ได้โดยให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าในแง่การออกแบบเสื้อผ้าที่แปลกใหม่ การสร้าง brand และการทำการตลาด ซึ่งหมายถึงเราต้องพัฒนาตัวเองเพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรม fashion ให้ได้ ซึ่งในปัจจุบัน brand ไทย หลาย ๆ brand เริ่มเป็นที่จับตามองของวงการ fashion โลก การมี brand ที่เป็นที่ยอมรับของวงการ fashion โลกเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับเสื้อผ้าที่ผลิตโดยคนไทยอย่างที่หลาย ๆ คนอาจจะคิดไม่ถึง เช่น เสื้อ jacket ของ Channel ราคาผลิตประมาณ 4,000 บาท แต่ราคาขายอยู่ที่ 50,000 บาท ทั้งนี้เนื่องจาก brand เป็นเรื่องความเชื่อมั่นของผู้บริโภคซึ่งไม่สามารถจับต้องได้ แต่มีมูลค่าสูงมากหากเราสามารถสร้าง brand ได้สำเร็จ อย่างไรก็ดี การสร้าง brand เป็นการลงทุนสูง และต้องมียุทธศาสตร์ที่เหมาะสมในระดับประเทศด้วย เนื่องจากภาพลักษณ์ของประเทศ (country image) เป็นเรื่องสำคัญ ไทยอาจจะเริ่มจากการสร้าง brand ในระดับประเทศ แล้วขยับไปสู่ระดับภูมิภาค (อาเซียน) จากนั้นจึงไปสู่ระดับโลก โดยต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากภาครัฐและเอกชน (เจ้าของ brand) เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายนี้

ทิศทางการพัฒนาที่กล่าวไปทั้งสองด้าน กล่าวคือ การหันไปให้ความสำคัญกับกิจกรรมกลางน้ำ (ผ้าผืน) และต้นน้ำ (เส้นใย) รวมถึงการพัฒนาอุตสาหกรรม fashion ไทยนั้น จะเกิดขึ้นได้จริง จำเป็นต้องพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิต (supply chain) รวมไปจนถึงการทำการตลาด การทำ brand การหาช่องทางการจัดจำหน่าย (distribution channel) จนสินค้าถึงมือผู้บริโภคจึงจะสามารถทำการยกระดับอุตสาหกรรมได้อย่างแท้จริง

 

ยกตัวอย่างเช่น หากเราพยายามออกแบบเสื้อผ้าที่มีความแปลกใหม่ มีการลงทุนสร้าง brand และทำการตลาด แต่คุณภาพการตัดเย็บหรือเนื้อผ้าไม่เหมาะสมกับการใช้งาน การสร้าง brand ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ในระยะยาว นัยในเรื่องนี้คือหากต้องการสร้าง brand ที่ยั่งยืน ไทยต้องมีกิจกรรมกลางน้ำ (ผ้าผืน) ที่เข้มแข็ง ซึ่งในที่นี้หมายถึงสามารถผลิตผ้าที่มีความหลากหลาย มีคุณภาพดี ตอบโจทย์ผู้ออกแบบเสื้อผ้าได้ ในราคาที่เหมาะสม เทคนิคการตัดเย็บเสื้อผ้าก็ต้องมีความละเอียดประณีต

 

รวมไปถึงต้องมียุทธศาสตร์ในการทำการตลาดให้สอดคล้องกับระบบแฟชั่นของโลก เช่น ต้องเข้าใจระบบการจัดงานแฟชั่นโชว์ของโลกในที่ต่าง ๆ ในช่วงเวลาต่าง ๆ และสามารถนำแบรนด์ไทยที่เข้มแข็งไปแสดงสินค้าได้อย่างสอดคล้อง การมีช่องทางการจัดจำหน่ายที่เหมาะสม เช่น การมี concept shop ที่แสดงเอกลักษณ์ (brand style) ได้ชัดเจนตามเมืองที่เป็นเป้าหมายสำคัญก็เป็นตัวอย่างของการสร้าง distribution channel ที่สำคัญ

 

นอกจากนี้เราต้องยอมรับว่าผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยมีความหลากหลายสูง นอกเหนือจากเจ้าของ brand fashion ซึ่งมูลค่าตลาดไม่สูงแต่ mark up สูงดังที่ได้กล่าวไปแล้วนั้น ยังมีผู้ผลิตเสื้อกีฬาซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุด ผู้ประกอบการกลุ่มนี้ก็มีทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่ กลาง และเล็ก นอกจากนี้ก็มีผู้ผลิตที่เป็น brand licensee คือรับผลิตและมีสิทธิใช้แบรนด์ของเจ้าของแบรนด์ระดับโลกเช่น Lacoste, Guy Laroche ฯลฯ และก็ยังมีผู้ผลิตและขายส่งอย่างเช่นที่  แพลทินัม ประตูน้ำ หรือโบ้เบ้ ผู้ประกอบการเหล่านี้ล้วนแต่มีปัญหาที่ต่างกันออกไป แต่แต่ละกลุ่มก็มีความสามารถพิเศษและความเข้มแข็งที่เราสามารถพัฒนาต่อยอดเพื่อสร้างโอกาสของไทยในตลาดโลกได้

 

เช่นทุกวันนี้เสื้อผ้าขายส่งประสบความสำเร็จมากในกลุ่มประเทศข้างเคียงของไทย หากเรามีการพัฒนาเรื่องคุณภาพให้ดีและสม่ำเสมอขึ้น ก็จะทำให้สินค้าจากไทยเป็นที่ยอมรับมากขึ้น จนในที่สุดอาจจะนำไปสู่การสร้างแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์ของตนเองได้เช่นกัน โดยไม่จำเป็นที่แบรนด์ไทยจะต้องเป็นไฮเอนด์แบรนด์เสมอไป

 

ข้อสรุปที่อยากจะนำเสนอในที่นี้คือ หากมองให้ดี อุตสาหกรรมเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มไทยไม่ใช่อุตสาหกรรม sunset ในทางตรงกันข้าม อุตสาหกรรมนี้กลับเป็นอุตสาหกรรมที่มีโอกาสสูงในการยกระดับและพัฒนาในหลาย ๆ ด้าน ซึ่งหากมียุทธศาสตร์ที่ดี ภาคเอกชนมีการปรับตัว และภาครัฐสนับสนุน สินค้าไทยจะสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างสง่าผ่าเผย และสร้างรายได้ การจ้างงาน ให้กับประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ

 

เชษฐา อินทรวิทักษ์

นักวิชาการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)