Switch to: uk
27 April 2017 09:28AM

GSP สหภาพยุโรป: ถูกตัดสิทธิแน่หรือ

19 Mar 13 ,  **มณฑา พันธุ์ทอง
  • 0

สวัสดีค่ะ วันนี้ขอพูดถึงประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่กังวลสำหรับผู้ส่งออกที่มีตลาดหลักอยู่ในสหภาพยุโรปนะคะ นั่นคือการที่สหภาพยุโรปจะใช้เกณฑ์ใหม่ในการตัดสิทธิ GSP

 

84_th_3_002

 

คงจะทราบกันดีแล้วนะคะว่า GSP เป็นระบบการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าที่ประเทศพัฒนาแล้วให้แก่ประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาน้อยที่สุดในการยกฐานะทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมการผลิต การค้าการลงทุน และเพิ่มรายได้จากการส่งออกโดยตั้งอยู่บนหลักการพื้นฐาน 3 ประการคือ เป็นการให้สิทธิโดยทั่วไป (Generalized) ไม่หวังผลตอบแทน (Non reciprocity) และไม่เลือกปฏิบัติ (Non-discriminatory) ซึ่งประเทศไทยของเราได้รับประโยชน์จากระบบ GSP ของสหภาพยุโรปมาตั้งแต่ปี 2514 ก็ครบ 41 ปีเต็มเมื่อปีที่แล้ว ก็นานพอที่จะทำให้เรารู้สึกว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตก็ได้นะคะ

 

ที่ผ่านมาเราก็มีการใช้สิทธิ GSP ส่งออกไปยังสหภาพยุโรปมาโดยตลอด เฉลี่ยปีละไม่ต่ำกว่า 7 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ สินค้าสำคัญที่มีการขอใช้สิทธิฯ ได้แก่ รถปิกอัพ ถุงมือยาง เครื่องปรับอากาศ เลนส์แว่นตา ยางนอกรถยนต์ และสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น ดังนั้น ระบบ GSP สหภาพยุโรปจึงถือได้ว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการส่งออกของประเทศไทยโดยเฉพาะต่อผู้ประกอบการ SMEs ที่ยังจำเป็นต้องพึ่งพาสิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้โครงการ GSP เนื่องจากเป็นแต้มต่อและมีส่วนสำคัญในการเพิ่มศักยภาพให้สินค้าส่งออกของไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดสหภาพยุโรป

 

84_th_3_003

 

อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2555 สหภาพยุโรปได้ออกระเบียบ Regulation (EU) No. 978/2012 เพื่อรองรับ GSP โครงการใหม่ โดยระเบียบฯ ใหม่นี้มีประเด็นที่จะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยโดยตรงคือเกณฑ์การตัดสิทธิ GSP เป็นรายประเทศ คือ สหภาพยุโรปจะตัดสิทธิประเทศที่ถูกจัดอันดับโดยธนาคารโลกให้อยู่ในกลุ่มประเทศ Upper Middle Income Countries หรือประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง หรือจะเรียกว่าประเทศค่อนข้างมีอันจะกินก็น่าจะได้ คือประเทศที่มีรายได้ประชาชาติต่อหัว (GNI per capita) ตั้งแต่ 3,976 - 12,275 เหรียญสหรัฐฯ เป็นเวลา 3 ติดต่อกัน จากเดิมที่ตัดสิทธิเฉพาะกลุ่มประเทศ High Income Countries หรือประเทศร่ำรวยแล้ว คือประเทศที่มีรายได้ประชาชาติต่อหัว (GNI per capita) ตั้งแต่ 12,276 เหรียญสหรัฐฯ ขึ้นไปเท่านั้น แต่สหภาพยุโรปก็ยังเปิดโอกาสให้ประเทศที่ถูกตัดสิทธิฯ ตามหลักเกณฑ์ใหม่นี้จะมีระยะเวลาในการปรับตัวอีก 1 ปี หลังจากการประกาศผลการพิจารณาตัดสิทธิฯ แล้ว

 

ปัญหามีอยู่ว่า แล้วเราจะถูกสหภาพยุโรปตัดสิทธิฯ เมื่อไหร่กันแน่ เพราะเมื่อตรวจสอบ GNI per capita ของไทยจากฐานข้อมูลของธนาคารโลกแล้วก็จะพบว่าในปี 2553 และ 2554 ประเทศไทยมี GNI per capita เท่ากับ 4,150 และ 4,420 เหรียญสหรัฐฯ ซึ่งก็อยู่ในกลุ่มประเทศค่อนข้างมีอันจะกินไปแล้ว 2 ปี และจากการที่ประเทศไทยมีการพัฒนาและการเติบโตทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูงจึงมีความเป็นไปได้ว่ารายได้ประชาชาติต่อหัวของไทยในปี 2555 จะสูงกว่า 2 ปีที่ผ่านมาเป็นแน่แท้ ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ ไทยก็จะน่าถูกตัดออกจากรายชื่อประเทศผู้รับสิทธิ GSP จากสหภาพยุโรปในปี 2556 แต่ข้อเท็จจริงก็คือ กว่าธนาคารโลกจะเผยแพร่ข้อมูลรายได้ประชาชาติต่อหัวในปี 2555 ของแต่ละประเทศได้ ก็คงจะล่วงเลยไปถึงกลางปี 2556 แล้วเมื่อไหร่ที่ไทยจะถูกตัดสิทธิฯ ? ก็ต้องขออนุญาตวิเคราะห์แบบคนมองโลกในแง่ดี ดังนี้ นะคะ

 

84_th_3_001

 

สมมติว่าขณะนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบในเรื่องนี้ กำลังพิจารณาตัดสิทธิ GSP แต่ข้อมูล GNI per capita ล่าสุดที่คณะกรรมาธิการฯ มีอยู่ในขณะนี้เป็นข้อมูลปี 2554 เท่านั้น ดังนั้น ตัวเลข GNI per capita 3 ปีติดต่อกันก็ควรเป็นตัวเลขตั้งแต่ปี 2552 – 2554 แต่ GNI per capita ของไทยปี 2552 เท่ากับ 3,720 เหรียญสหรัฐฯ เท่านั้น ซึ่งยังไม่ถึงเกณฑ์ที่จะเป็นประเทศค่อนข้างจะมีอันจะกิน สหภาพยุโรปจึงไม่สามารถพิจารณาตัดสิทธิฯ ประเทศไทยได้ภายในปี 2556 คงทำได้เพียงรอให้ตัวเลข GNI ของปี 2555 ออกมาก่อน ซึ่งก็คงจะประมาณกลางปี 2556 โน่นแหละค่ะ และกว่าคณะกรรมาธิการฯ ท่านจะพิจารณาเสร็จและกว่า Regulation จะออกมาก็ประมาณปลายปี 2556 และกว่าจะบังคับใช้ก็ต้นมกราคมปี 2557 ซึ่งในตัว Regulation ใหม่นี้ก็คงจะไม่มีชื่อประเทศไทยอยู่ในบัญชีรายชื่อประเทศผู้ได้รับสิทธิ GSP อีกต่อไป แต่อย่างที่ได้เรียนให้ทราบตอนต้นแล้วว่าสหภาพยุโรปกำหนดให้ประเทศที่ถูกตัดสิทธิฯ ตามเกณฑ์นี้มีระยะเวลาปรับตัว 1 ปีหลังจากที่ประกาศผลการพิจารณาตัดสิทธิฯ ดังนั้น ถึงแม้ว่าไทยจะไม่อยู่ในบัญชีรายชื่อประเทศผู้ได้รับสิทธิ GSP ในปี 2557 ก็ตาม แต่ไทยก็ยังสามารถใช้ประโยชน์จากระบบ GSP ได้ไปจนถึงสิ้นปี 2557 ตามเกณฑ์ระยะเวลาในการปรับตัว ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้น เราก็คงจะตั้งตัวได้พอสมควรแล้วนะคะ

 

สำหรับสินค้าสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของเราที่ส่งออกไปสหภาพยุโรป หากจะวิเคราะห์กันให้ละเอียดก็จะเห็นว่ามันมี “sign” มาตั้งแต่ปลายปี 2553 หลังจากที่สหภาพยุโรปได้ประกาศใช้กฎถิ่นกำเนิดสินค้าใหม่ภายใต้ระบบ GSP และให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2554 เป็นต้นมา ซึ่งก็เป็นที่ทราบกันดีแล้วนะคะว่าสินค้าที่จะขอใช้สิทธิ GSP สหภาพยุโรปได้ จะต้องมีคุณสมบัติถูกต้องเป็นไปตามกฎถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) ตามที่กำหนด และสำหรับประเทศที่อยู่ภายในกลุ่มภูมิภาคเดียวกัน เช่น อาเซียน หรือ SARRC สหภาพยุโรปอนุญาตให้มีการใช้ “กฎถิ่นกำเนิดสินค้าสะสม” ได้ โดยกฏฯ เดิมกำหนดว่า “สินค้าเครื่องนุ่งห่ม (พิกัดฯ 61 และ 62) ที่จะขอใช้สิทธิ GSP สหภาพยุโรปได้ จะต้องมีการผลิต 2 ขั้นตอน (Double transformation)” คือผลิตจากผ้าผืนที่ผลิตในประเทศ หรือหากจะนำเข้าผ้าผืนก็อนุญาตให้นำเข้าจากประเทศในกลุ่มภูมิภาคเดียวกันเท่านั้น แต่สำหรับกฏฯ ใหม่สหภาพยุโรปได้กำหนดกฏเกณฑ์ที่ยืดหยุ่นมากขึ้นสำหรับประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (Least Developed Countries: LDCs) โดยอนุญาตให้ใช้กฏการผลิตเพียงขั้นตอนเดียว (Single Transformation) คือสามารถนำเข้าผ้าผืนจากประเทศอื่นนอกภูมิภาคมาผลิตเป็นเครื่องนุ่งห่มได้ (Manufacturer from Fabric) ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ เช่น ไทย ยังคงให้ใช้กฎการผลิต 2 ขั้นตอน (Double transformation) คือสินค้าเครื่องนุ่งห่ม (พิกัดฯ 61 และ 62) ที่จะขอใช้สิทธิ GSP จะต้องผลิตจากผ้าผืนที่ผลิตในประเทศไทยเท่านั้น (Weaving accompanied by making – up, including cutting)

 

จากกฏเกณฑ์ที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ ทำให้ผู้ผลิตผ้าผืนของไทยที่เคยขายสินค้าให้ประเทศพัฒนาน้อยที่สุดที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน (เช่น ลาว และกัมพูชา) สูญเสียโอกาสในการแข่งขันให้กับประเทศอื่นที่อยู่นอกกลุ่มภูมิภาค เช่น อินเดีย ปากีสถาน หรือจีน เป็นต้น ซึ่งเห็นได้จากสถิติการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form A) สำหรับสินค้าสิ่งทอ (พิกัดฯ 50-60) ที่นำไปสะสมถิ่นกำเนิดฯ ในลาวและกัมพูชาในปี 2554 มีมูลค่าเพียง 60.82 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงจากปี 2553 ซึ่งมีมูลค่า 105.50 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ร้อยละ 42.35 นอกจากนี้ การส่งออกสินค้าเครื่องนุ่งห่มภายใต้ GSP ไปยังสหภาพยุโรปก็ยังลดลงอีกด้วย โดยลดลงเหลือ 601.77 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2554 จากเดิมที่มีมูลค่า 751.75 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2553 หรือลดลงร้อยละ 19.95

 

ท้ายนี้ ก็ขอฝากข้อคิดสักนิดว่าเราควรตระหนักถึงระบบ GSP ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ยั่งยืน ถึงแม้ว่าเราจะรู้สึกว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตก็ตาม เนื่องจากเป็นระบบที่ให้ประโยชน์ฝ่ายเดียว ประเทศผู้ให้สิทธิฯ จะเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ในการให้สิทธิฯ ทั้งหมด และจะยกเลิกเมื่อไหร่ก็ได้ ดังนั้น ในความเห็นของผู้เขียนสำหรับกรณีสหภาพยุโรป การเจรจา FTA จึงน่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด เนื่องจาก FTA เป็นการลดหย่อนภาษีระหว่างกันของประเทศภาคีซึ่งจะทำให้ได้สิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้น แน่นอนกว่าสิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบ GSP และไม่ต้องกังวลว่าในเรื่องการถูกตัดสิทธิ

 

**มณฑา พันธุ์ทอง

นักวิชาการพาณิชย์ ชำนาญการพิเศษ กระทรวงพาณิชย์