Switch to: uk
26 March 2017 21:20PM

Several Bangkok Fashion Weeks

15 May 07 ,  ดร. อโนทัย ชลชาติภิญโญ
  • 0
 

แฟชั่นวีคโดยภาคเอกชน ด้วยความหวังให้กรุงเทพฯ มีสัปดาห์แฟชั่นที่ต่อเนื่อง

และสอดคล้องตามฤดูกาลเมืองแฟชั่นโลก

 

 

เมื่อรัฐบาลปัจจุบันออกมาประกาศล้มพับกระดานโครงการกรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น เมื่อนั้นการปรับตัวและ

ปฏิกิริยาของภาคเอกชนจึงปรากฎให้เห็นหลายรูปแบบ รูปแบบหนึ่งที่อุตสาหกรรมแฟชั่นไทยพยายาม

ฉุดกระตุ้นวงการให้แฟชั่นไทยยังคงอยู่ในกระแส คือการแสดงศักยภาพนักออกแบบและแบรนด์ไทยด้วย

การจัดแสดงแฟชั่นโชว์ในรูปแบบที่เรียกว่า fashion week และไม่ใช่เจ้าภาพเดียวที่ลุกขึ้นมาจัด กลับเป็น

3 เจ้าภาพ 3 fashion weeks ต่อเนื่องกัน ไล่มาจาก ELLE Bangkok Fashion Week ต่อด้วย Bangkok

International Fashion Week: BIFW และ HI! Fashion Week โดยมีนิตยสารไทยเป็นเจ้าภาพร่วม อัน

ได้แก่ ELLE, Harpers Bazaar และ Hi! ตามลำดับ ทั้งนิตยสารแฟชั่นและศูนย์การค้าต่างก็แย่งชิงภาพ

ลักษณ์ความเป็นผู้นำแฟชั่น สร้างกิจกรรมกระตุ้นบรรยากาศ ซึ่งก็นับว่าได้ผลดีในระดับหนึ่ง

 

                ผมมีโอกาสได้สนทนาถึงแนวคิดการจัดงานกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทราบว่าทาง ELLE ต้องการจัด

เพื่อให้แฟชั่นวีคที่แต่เดิม ELLE เป็นเจ้าภาพปีละครั้งได้มี 2 ซีซั่น ครบและสอดคล้องตามฤดูกาลของเมือง

แฟชั่นโลก ผมเชื่อว่าอีกไม่นานเราคงได้ต้อนรับ buyer จากต่างชาติเข้ามาสั่งออร์เดอร์แฟชั่นในงานแฟชั่น

วีคของไทย เพราะทุกวันนี้เป็นเพียงแฟชั่นโชว์สำหรับการขายปลีกเกือบทั้งหมด ยังต้องการพัฒนาการอีก

ขั้น

 

                ในขณะที่เมื่อได้พูดคุยกับคุณชฎาทิพ จูตระกูล ผู้บริหารสูงสุดของศูนย์การค้าสยามพารากอ

นถึงเหตุผลการจัดงาน BIFW ขึ้น ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจการค้าซบเซาจนน่าใจหาย ผมประทับใจในคำตอบสั้นๆ

ง่ายๆ จริงใจว่า เมื่อรัฐบาลพับโครงการกรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น พวกดีไซเนอร์เหล่านี้จะให้อยู่เฉยได้อย่างไร

อีกทั้งคุณชฎาทิพยังมีแผนจัดงานแสดงผลงานแฟชั่นของนิสิตนักศึกษาที่จะจัดเวทีให้ร่วมกันประชันความ

สามารถในช่วงกลางปีนี้ ซึ่งน่าจะเป็นช่วงเวลาเดียวกับการจัดงาน BIFF&BIL 2007 ก็นับว่าเป็นโอกาสดีที่

buyer ต่างชาติในงาน BIFF จะได้มาชื่นชมฝีมือนักออกแบบไทย ได้ทั้งธุรกิจการค้า บรรยากาศแฟชั่น

 

                ผมได้มีโอกาสเข้าชมสองงานแรก ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณผู้จัดงานที่ไม่ลืมเชิญนักวิชาการแฟชั่น

ไปเปิดหูเปิดตา ความยิ่งใหญ่และมาตรฐานการจัดงานทั้งสองไม่แตกต่างกัน อาจเป็นเพราะแสง สี เสียง

สไตลิสต์ เพลง ออร์แกไนเซอร์และแม้แต่ทีมนางแบบ เกือบจะเป็นทีมเดียวกัน อ้อ! คนดู ผู้ชมก็แทบจะ

เป็นชุดเดิม ต่างกันออกไปก็คือ celeb ของแต่ละโชว์ที่แปลกออกไปตามระดับสังคมของดีไซเนอร์ของโชว์

นั้นๆ

 

                ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยแลนด์ที่ซบเซาถึงขีดสุด ส่งออกเจ๊งๆ จากค่าเงินบาทที่แข็งตัว ไม่มี

อนาคตว่าจะอ่อนตัวโดยง่าย ผู้คนหยุดจับจ่ายใช้สอย คงเหลือแต่วัยรุ่นไร้สติที่ไม่ยี่หระต่อภาวะการณ์ใดๆ

ซึ่งทั้งหมดจะมีผลโดยตรงต่อแบรนด์แฟชั่นที่ต้องเข็นเสื้อผ้าเรียบๆ เบสิค ใส่ได้นาน และราคาน่าสนใจ

ออกวางจำหน่ายตลอดปีนี้อย่างแน่นอน ซึ่งแบบเสื้อเรียบเบสิคจะสวนกระแสกับเทรนด์แฟชั่นโลกที่ร้อน

แรงร่ำรวย หรูหรา จัดจ้าน เต็มไปด้วยดีเทลทุกกระเบียดนิ้วได้อย่างไร ลองมาพิจารณาดูไอเดียที่แฟชั่น

เหล่าผู้นำแฟชั่นไทยนำเสนอดู

 

ดาวเด่นของงาน ELLE Fashion Week เป็นใครไม่ได้นอก จากคุณลูกเกด เมทินี ที่ลุกขึ้นมาเล่นบทบาทดีไซเนอร์ให้กับชุดชั้นใน ยี่ห้อจินตนา ที่ต้องการปรับลุคขยายตลาด แตกไลน์ออกเป็นแบรนด์ใหม่

Metinee by Jintana ยกระดับราคา ส่วนภาพลักษณ์ความเป็นผู้
นำแฟชั่นโดนผูกติดกับภาพของนางแบบชั้นนำ สินค้าของเมทินีไม่ได้ล้ำ

ยุคสุดขอบใดๆ ยิ่งเมื่อถอดองค์ประกอบโชว์ เช่น เสื้อพลาสติกเลื่อม ระยับ เข็มกลัด รองเท้า หมวกดิสโก้ ทั้งหลายออก จะเห็นชุดชั้นในชนิด ใส่ได้จริง สีสันเอาใจตลาด ชมพู ขาว ดำ แดง และที่สำคัญชุดชั้นใน ของยุคสมัยนี้จะนำเสนอเป็นอื่นได้อย่างไรถ้าไม่ใช่เซ็กส์ โชว์คืนนั้นพา ผู้คนดื่มด่ำไปกับค่ำคืนดิสโก้ที่มันๆ ระเริงด้วยแสงระยิบระยับ นางแบบ ปรากฏกายด้วยสายโซ่ชุดพลาสติก หนังดำและอุปกรณ์บางอย่างที่สื่อ ความหมายถึงความคุกรุ่นในอารมณ์เพศ ลบภาพชุดชั้นในเฉยๆ รุ่นแม่ ของแบรนด์ต้นฉบับได้หมดจด เศรษฐกิจซบเซาอย่างไรก็ตาม เสื้อผ้า ภายนอกจะเรียบร้อย เบสิค สุภาพอย่างไรก็ตาม แต่ชั้นในเซ็กซี่จัดจ้าน อาจเป็นสิ่งหนึ่งที่พอจะประเทืองอารมณ์และเยียวยาจิตใจได้ใน ยามนี้ไม่มากก็น้อย

 

Headquarter ผลงานของสามหนุ่มมากความสามารถในสไตล์ Creative Funky Street

Wear สามดีไซเนอร์นำเสนอจุดโฟกัสคนละด้านอย่างน่าสนใจ โดยคุณใหม่ ภัทรศรันย์ โดดเด่นที่ลายพิมพ์

ผ้า แล้วนำผ้าพิมพ์มาตัดต่อเป็นแพทเทิร์นใหม่ที่แปลกตา และยิ่งน่าสนใจมากขึ้นเมื่อนำเสนอในลุคของ

ทอมบอยที่มีโครงเสื้อตัวโคร่งแบบญี่ปุ่น extra loose หรือ spindle สีสันสดจัดแต่เบรคสีให้หม่นลงตามฤดู

กาลของ winter ผลงานของ Sunshine โดยจิรัฎฐ์ เนี้ยบ เฉียบ คม ด้วยการใส่กลิ่นอายของสปอร์ตแวร์

ผสมผสานกับเทกนิคชั้นสูงแบบ demi-couture บนโครงเสื้อปกติที่มีสีหมึกคือ ดำ กรมท่า เทา และเน้น

ด้วยสีแดง ทำให้งานของ Sunshine ดูน่าสนใจและใส่ได้จริงสำหรับเสื้อผ้าชาย ส่วนเสื้อผ้าผู้หญิงใช้โครง

เสื้อแฟชั่น เทกนิคและคัทติ้งที่ทิ้งห่างแบรนด์สตรีทแวร์ทั่วไป ดีไซเนอร์คนสุดท้าย คุณชัย นำเสนอความ

เป็น sport couture อีกลุคที่ร่ำรวยความหรูหราแบบคนรุ่นใหม่ ด้วยการใช้ผ้า metallic สีทอง ผ้าถักสากล

ใหญ่เล็กด้วยเส้นด้ายโลหะสีทองหลายเฉดสี มีสีดำ และสายสก็อตฟ้ามาเป็นแบ็คอัพให้งานดูเป็นสตรีทแวร์

มากยิ่งขึ้น ผลงานในคอลเลกชั่นนี้จัดว่าลงตัวมาก ทั้งสามผลงานผสมกลมกลืนกันตามแต่ละอารมณ์ บน

สไตล์สตรีทแวร์ที่มีมุมโฟกัสแนวสปอร์ตที่ต่างกันออกไป

 

                มือโปรอีกรายของวงการแฟชั่น Zenithorial โชว์ศักยภาพความเป็นผู้นำเสื้อผ้าแฟชั่นแนว

tailor cut ทั้ง classic ทั้ง elegant มีรสนิยมราวกับผู้ดีอังกฤษ ที่ครั้งนี้ปรับสัดส่วนความสั้นยาวได้สวยลงตัว

มากยิ่งขึ้น ดู relax และ casual แต่สุภาพและทันสมัยด้วยการใช้ผ้าคอตต้อน ลินิน ป่าน เนื้อดีทุกโครง

สร้าง ไม่ว่าจะเป็นผ้า popline, voile, lawn, gabardine บนสีเอิร์ทโทน เช่น กากี เบจ ขาว ดำ เทา มีสีแอ็ค

เซ่นป็นสีแดงกล่ำ และลายพิมพ์กราฟิก ภาพเขียน ลายเส้นดำบนพื้นขาว นับเป็นอีกโชว์ที่ลงตัวสมบูรณ์

แบบในอารมณ์

 

                มือโปรพี่ใหญ่ของวงการ Kai และ Pisit ที่ยังคงรักษาระดับได้ไม่มีตก มาครั้งนี้กับการตอกย้ำ

สไตล์ resort wear ที่ดูเป็นผู้ดีสบายๆ แบบคุณนายยังเด็ก ด้วยการเพิ่มดีกรีความเป็นสปอร์ตแวร์ให้ดู

ทะมัดทะแมงและกระฉับกระเฉงมากยิ่งขึ้นกว่าลุคคุณหนูคุณนายอย่างเดียว เทรนด์ที่ใช้ยังคงเกาะติด

feminine look แบบ Victorian จีบระบาย รูดย้วย พองบอลลูนที่แขน ต่อชั้นๆ ด้วยเนื้อผ้าพลิ้วบาง Kai ใช้สี

ขาวดำเป็นหลัก มีเส้นสายสปอร์ตแวร์ชัดเจน ในขณะที่ Pisit ใช้สีโทนขาวถึงเบจและชมพูนู้ด แอ็คเซ่นด้วย

สีแดงส้ม

 

                ดีไซเนอร์รายสุดท้ายจากงาน ELLE ที่จะกล่าวถึงเป็นศิษย์รักจากห้องเสื้อ Kai คือคุณนพรัตน์

ชราพก แจ้งเกิดอีกครั้งด้วยการใช้เทกนิคแนว demi-couture เช่นการจับจีบ เดรป พันทั้งผ้า โดยตัดทอน

ความยาวของลักษณะชุดราตรีให้สีสันแบบ 60's จนกลายเป็นลุคที่ดูใช้ได้จริงและเหมาะกับสาวแรกรุ่น ไม่

รุ่มร่าม หรูหราจนเกินงาม Color Scheme ที่ใช้แบบสีเดียวทั้งตัว ไล่โทนตั้งแต่สีโลหะ metallic เช่น เทา

ตะกั่ว ทองเฉดอ่อน และทองเหลืองจนถึง ขาว ดำ เน้นเนื้อผ้าต่วน ผ้ามันที่มีน้ำหนักดี เนียนแนบหรือไม่ก็ผ้า

ผืนบางเบา กรอบที่กางตามรูปเชปของการจัดเดรป ถึงแม้ว่าผลงานจะสวยไม่ตลอดคอลเลกชั่น แต่ความน่า

สนใจของดีไซเนอร์รายนี้คือความสามารถในการเล่นแพทเทิร์นที่แปลกตาสร้างสรรค์ ซึ่งปัจจุบันนี้หายาก

ในดีไซเนอร์รายใหม่ๆ ทั่วไปที่มักเน้นการ mix&match เท่านั้น

 

                จบงาน ELLE ได้ไม่ทันไร งาน BIFW ที่สยามพารากอนก็คลาคล่ำไปด้วยเหล่าแฟชั่นนิสต้าอีก

ครั้ง ครั้งนี้ตารางโชว์แน่นกว่า หลากหลายและโดดเด่น อาจด้วยเพราะดีไซเนอร์แบรนด์ดังระดับบิ๊กของวง

การอยู่ในตารางโชว์

 

                เปิดฉากโชว์แรกกับ Tippy&Matthew แบรนด์เครื่องประดับแนว modern-couture ที่

เนรมิตลุคของนางแบบให้ย้อนยุคไปถึงยุคบาโร้ค เพื่อให้รับกับความหรูเริ่ดอลังการของเครื่องประดับที่มีเท

กนิคและรูปทรงเป็นแบบ couture แต่ลดทอนผสมผสานกับวัสดุใหม่ๆ ให้เป็นโมเดิร์นมากขึ้น สามารถนำมา

ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน แต่อาจด้วยลุคของนางแบบที่เสื้อผ้าหน้าผม แรงและชัดเจนมากจนกลบความน่า

สนใจของเครื่องประดับซึ่งเป็นสินค้าหลักลงอย่างน่าเสียดาย

 

                เห็นจะต้องพูดถึง Inspired by Inner Complexity ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ ไฟแรง ที่ถึงแม้จะไม่

ใช่ระดับบิ๊กแต่นำเสนอเทรนด์อย่างแตกต่างและน่าสนใจ อิสสริยา วิรัชศิลป์ และ ณัฐวัทน์ สุทธพงษ์ โดด

เด่นด้วยการส่ง message ที่ใช้แค่เทรนด์เสื้อผ้าแต่เป็นองค์รวมของโชว์ บอกเล่าเรื่อง 7 ปีสุดท้ายก่อนโลก

สลายดับลง ความวุ่นวายของคนเมืองที่บอกผ่านเสื้อผ้าที่มีคัทติ้งติดตัว วุ่นวายไร้ระเบียบ ความโกลาหล

ของชิ้นเสื้อผ้า ความสับสนของการปะติดปะต่อ เสื้อผ้าดูเป็นโลกอนาคตมากขึ้นด้วยการโชว์เนื้อผ้าไฮเทค

และเคลือบเมทัลลิคทั้งหลาย ใช้สีเทา ขาว ดำ และแสงเสียงที่ขมุกขมัว อึมครึม มีเพียงสายรุ้งแห่งความรัก

ในตอนสุดท้ายเท่านั้นที่ส่องแสงสว่างนำพาโลกพบกันนิพพาน งานนี้โชคดีที่ได้ดูรหัสลับดาวินชี่มาก่อนมิ

เช่นนั้นคงทานยาแก้ปวดหัวตามแน่ น่าชื่นชมในความคิดสร้างสรรค์ ยุคนี้สมัยนี้หายากเหลือเกินที่ดีไซเนอร์

จะลุกขึ้นมาส่ง message ไม่ใช่แค่ทำเสื้อสวยๆ ตามเทรนด์ฝรั่งไปวันๆ เท่านั้น

 

                โชว์ไหนๆ ก็ไม่เร่าร้อนสะใจอย่าง Theatre เผ็ดร้อน สนุกสนานสไตล์ช่อง 7 สีทีวีเพื่อคุณ ชื่อ

แบรนด์บอกคอนเซปต์ในการนำเสนอแนวละครเวที ตระการตาด้วยเหล่านางแบบไทยนับสิบคนที่กรี๊ดกร๊าด

ด้วยอากัปกิริยาแบบสาวสเปนต่างจังหวัด ด้วยเสื้อผ้าแนวยิปซี สีสันจัดจ้าน ต่อรูดเป็นชั้นๆ ทั้งหมดยืนล่อ

มาร์ธาดอร์ที่ถูกเปลือยออกมาด้วยลุคเสื้อผ้าแบบออริจินัล มาร์ธาดอร์พกพาอาวุธชายชาตินักล่อกระทิง

เหน็บมาให้เห็นกันจะๆ นับเป็นของแถมที่มิตรรักชาว Theatre สมใจยิ่ง ตามมาด้วยนางแบบที่เสื้อผ้าหน้าผม

เป็นสแปนิชลุคเต็มสตรีม คัทติ้ง เชป เนื้อผ้า ลายพิมพ์ สวยลงตัวบาดใจราวกับโขลกมาจากอินสไปเรชั่น

นางแบบตบตีแย่งผู้ชายกันเป็นที่สนุกสนาน เร้าใจ ความเผ็ดร้อนของหนุ่มสาวสเปนก็จากการชมโชว์นี้ล่ะ

 

                อาจเป็นเพียงโชว์ไม่กี่โชว์ที่พยายามต้านทานกระแส maximalism ให้ได้ Greyhound มา

ด้วยการโชว์แบบ minimalism ที่เรียบ เท่ คูล ตามสไตล์ urban artist ที่ไม่โหวกเหวกโวยวาย นิ่งสวย

สุขุม ตรงกันข้ามกับเสื้อผ้าที่ maximalism ด้วยการประโคมดีเทลในแนว deconstruct แต่อยู่บนเชปหรือ

โครงสร้างที่ปกติ ควบคุม color scheme สุดๆ ด้วยการไล่เฉดจากขาวไปสีเกือบขาวทุกเฉดจนถึงดำสนิท

แต่มีดีเทลที่ตกแต่งโค้งเว้าระโยงระยางแบบยุค 20's-30's ส่วนเสื้อผ้าผู้ชายเน้นติดต่อ ปะติดปะต่อไม่

สมดุล และการเล่นฟินิชชิ่งต่างๆ Greyhound พยายาม decon ในทุกเรื่องแม้แต่นายแบบนางแบบที่ skinny

look และ surrealistic แบบไร้อารมณ์ และวิธีการเดินบวกกับเพลงที่หลุดจากโลกสตรีทแวร์ทำให้โชว์นี้ดู

อึดอัดไปบ้าง แต่ฟินาเล่มาช่วยชีวิตด้วยการปล่อยสาวกของแบรนด์เป็นนางแบบนายแบบชนิดล้นเวที เพื่อ

นำพาฝูงชนออกสู่หน้าเต้นท์ ไป after party ต่อเมื่อโชว์จบ

 

                ปิดฉาก BIFW กับโชว์ชุดสุดท้ายสมบูรณ์แบบที่สุดต้องยกให้ Fly Now ทวงคืนความเก๋าและผู้

นำแฟชั่นอีกครั้งกับรูปแบบการโชว์ที่สดใหม่แนวเทคโน ที่เน้น แสง สี เสียง เลเซอร์ ทำให้เสื้อผ้าที่สวย

มากอยู่แล้วสวยสะดุดตา เร้าอารมณ์มากยิ่งขึ้น Fly Now โดยคุณชำนัญ ภักดีสุข แบ่งเสื้อผ้าออกเป็นกลุ่ม

คอนเซปต์ย่อยๆ เช่น กลุ่ม demi-couture ที่เน้นงานฝีมือ จับจีบเดรปขยุ้มแบบหมอนฟักทองบนเสื้อผ้า

oversize spindle look ที่ยืมความสั้นยาวแบบ 60's ทำให้โครงเสื้อผ้ากางพองสมใจ Fly Now ล้ำหน้าแบ

รนด์อื่นที่มัวสาละวนกับเทรนด์ romantic feminine และ Victorian โดยการย้ายจุดโฟกัสผู้หญิง

จากรอบอกและ Empire cut ไปสู่รอบคอ หัวไหล่ และปกเสื้อ อีกเซ็ทหนึ่งที่น่าสนใจคือชุดเดรสทรงตรงสั้น

ที่เน้นผิวสัมผัสและลายผ้าจากการปักเลื่อมขาว ดำ ทอง เลียนแบบงานโมเดิร์นอาร์ต ตบท้ายด้วยชุดคุณ

นายออกงานราตรีแบบ modern-couture ที่เน้นทั้งงานคราฟท์ silhouette และ surface design ทุกองค์

ประกอบรวมเข้าด้วยกัน ตอกย้ำกระแส maximalism ชัดเจน

 

                แฟชั่นวีคทั้งสามงานจบลงพร้อมความหวังว่า อย่างน้อยภาคเอกชนโดยเฉพาะศูนย์การค้ายัง

พอเป็นที่พึ่งในการแสดงศักยภาพนักออกแบบไทย ถึงแม้งานทั้งสามยังไม่ได้มีแบรนด์ชั้นนำอย่าง

Senada, Issue, Sretsis, Kloset และ Munchu's เป็นต้น ก็นับว่าช่วยสร้างบรรยากาศแฟชั่นให้คึกคักได้ดี

อย่างน่าปรบมือให้ เพราะอย่างน้อยก็ยังมีคำว่า Bangkok Fashion Week อยู่ในปฎิทินแฟชั่นต่อเนื่องก็แล้ว

กัน