Switch to: uk
27 April 2017 09:28AM

Academy of Hope & Trust

13 Jan 10 ,  ดร. พงษ์ศักดิ์ สวัสดิเกียรติ
  • 0

ช่วงเดือนธันวาคมของทุกปีเป็นเดือนที่พวกเรามีความสุข เพราะเป็นเดือนที่พวกเราชาวไทยทั้งหลายได้ร่วมกันเฉลิมฉลองเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

 

 

ผู้เป็นที่รักและเทิดทูนของพวกเราทุกคน ปีนี้เป็นปีพิเศษที่ทรงพระชนมมายุ 82 พรรษา ถึงแม้ว่าพระองค์จะทรงพระพลานามัยไม่ค่อยแข็งแรงแต่ก็ทรงเสด็จออกมหาสมาคมและทรงพระราชทานกระแสพระราชดำรัส ฟังแล้วก็ให้รู้สึกมีความสุขที่พ่อหลวงของเราทรงเตือนพวกเราทั้งหลาย ทุกฝ่าย ให้นึกถึงประเทศชาติเป็นสำคัญไม่ว่าจะอยู่ทีมเสื้อสีใดก็ตาม ก็หวังว่านักการเมืองทั้งหลายไม่ว่าจะฝ่ายค้านหรือรัฐบาลได้นำไปปฏิบัติจริงๆ เพราะเห็นมีแต่น้อมรับกระแสพระราชดำรัส แต่ไม่ได้ปฏิบัติจริงๆ ซักปี ซึ่งหากไม่ปฏิบัติแล้วอนาคตของชาติเห็นอยู่ไรๆ ว่าคงต้องจบลงแบบไหน

166_academy_of_hope.jpgสองเดือนที่แล้วผมพานักศึกษาเอ็มบีเอมหาวิทยาลัยราชมงคลสุวรรณภูมิไปดูงานกวางเจาเทรดแฟร์ซึ่งจัดเป็นปีที่ 50 กว่าแล้ว และจัดปีละสองครั้ง ก็เป็นการโปรโมทและจัดงานให้ผู้ซื้อพบผู้ขายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ขอยืนยันเพราะจัดกันสามช่วงเวลาตามแต่ละอุตสาหกรรม และจัดปีละสองครั้ง งานยิ่งใหญ่อลังการจริงทั้งจำนวนผู้คนที่เข้าร่วมและจำนวนบริษัทที่มาเปิดบูธแนะนำสินค้า เรียกได้ว่าอยากหาสินค้าใดที่ผลิตในจีนสามารถหาได้หมด

 

แต่เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้คือตอนที่อยู่ที่ฮ่องกง หลังจากออกจากสนามบินก็ขึ้นรถบัสเพื่อเดินทางต่อไปยังเสิ่นเจิ้น ระหว่างนั้นก็มีการแนะนำไกด์คนไทยชื่อ "คุณเมย์" ซึ่งอยู่ที่ฮ่องกงมานานแล้ว หลังจากแนะนำตัวเสร็จเธอก็บรรยายเกี่ยวกับวันนี้เป็นวันพระใหญ่ ฯลฯ ที่เกี่ยวข้องกับโชคลาภต่างๆ ซึ่งช่วงนั้นเป็นเทศกาลกินเจด้วย เราก็คิดในใจแล้ว เดี๋ยวตอนขากลับเข้าฮ่องกงอีกครั้งมันต้องขายอะไรเราแน่เลย หลังจากนั้นก็แนะนำว่าโปรแกรมเรามีอะไรบ้าง ก็มีการแถมว่าจะพาไปโน่นนั่นนี่ แต่ละที่ก็เหมือนจะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮ่องกงทั้งนั้น แล้วก็จริงดังว่า ตอนขากลับออกจากไปดูงานต้องกลับมาฮ่องกงอีกหนึ่งวันเต็ม เธอก็พาไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายสองสามแห่ง แล้วก็เข้าสู่บรรยากาศโน้มน้าวตีเข่าบรรยายถึงเรื่องปี๋เซี้ย และ ใบพัดของวัดแชกง ซึ่งเป็นที่สักการะของชาวฮ่องกง เราก็ตั้งมั่นแล้วว่าเราเคยไปมาหลายทริปแล้วไม่เสียเงินเรื่องเหล่านี้ซะทีนึง คราวนี้ก็คงไม่เสียตังค์ ที่ไหนได้เธอเล่าต่อไปว่าที่ร้านมีคนไทยคนหนึ่งชื่อคุณโคโค ซึ่งมีความสามารถพิเศษในการดูชะตาราศีของบุคคลได้ เคยดูให้คนดังๆมาแล้วนับไม่ถ้วน ทั้งดารานักร้องไทย ไฮโซไทย ดารานักร้องฮ่องกง (มีรูปถ่ายคู่ประกอบติดอยู่ที่ร้านด้วยเพื่อสร้างศรัทธา) งานเข้าเลย เธอจับให้ผมและอาจารย์อีกสองท่านนั่งหน้าแล้วให้คุณโคโคดูชะตาราศีให้ แน่นอนที่สุดเธอต้องพูดแต่เรื่องดีๆ ของอาจารย์ทั้งหลาย (ซึ่งในทางการตลาดแล้วเราเรียกว่าเป็น influencer ผู้มีอิทธิพลทางความคิด)

สุดท้ายทั้งๆ ที่เราตั้งใจเด็ดเดี่ยวแล้วว่าจะไม่ซื้อ ที่ไหนได้เคลิ้มไปหมด ซื้อปี๋เซี้ยไป 12,000 และแหวนพัดลมแชกงอีก 28,000 งานนี้หมดไปทั้งสิ้น 40,000 บาทถ้วนครับผม เราซื้อของเพราอะไรลองทบทวนดูนะครับ ถ้ามองแต่เฉพาะวัตถุดิบที่ใช้ทำของทั้งสองชิ้นนั้นไม่น่าเกิน 20% ของราคาขาย แต่ที่ขายของได้ราคาขนาดนั้นได้เพราะเราใส่ความเชื่อ ความหวัง และความศรัทธาลงไปด้วย เลยยอมจ่ายสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงของสินค้า เพราะมันมีคุณค่าทางจิตใจที่เรียกว่าความหวังและศรัทธา อาจารย์อีกสองท่านก็หมดไปพอๆ กัน แล้วลูกศิษย์ผมจะเหลือเหรอครับ ก็หมดตังค์กันไปถ้วนหน้าสิครับ

 

นักการตลาดทั้งหลายก็จะต้องใส่สิ่งต่างๆ เหล่านี้ลงไปในผลิตภัณฑ์ ดูได้ชัดเจนก็พวกประมาณ "ผม ผิว สิว ขาว" ล้วนแล้วแต่ใส่ความเชื่อและความหวังลงไปว่าถ้าใจแล้วจะสวย จะขาว จะไม่แก่ จะมีคนหลงรัก มีหนุ่มมาจีบอะไรปานนั้น สุดท้ายแล้วเราก็ต้องจ่ายเพิ่มมากขึ้นเพราะเราใส่คุณค่าของสินค้าที่เรียกว่าความหวังลงไปด้วยนั่นเอง


ลองมองมาที่สินค้าของท่านเองซิครับว่าท่านใส่คุณค่าอะไรลงไปในสินค้าของท่านแล้วหรือยัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคุณภาพของสินค้าที่ดีกว่าที่เดี๋ยวนี้ก็ทัดเทียมกันหมด ความแตกต่างของสินค้า รูปลักษณ์ที่แตกต่างกัน เช่น โทรศัพท์มือถือของซัมซุง มีรูปลักษณ์ ดีไซน์ที่แตกต่างกัน โดนใจคนรุ่นใหม่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า และคุณค่าของการบริการที่เหนือกว่า หรือสามารถใส่ความหวัง ความศรัทธาลงไปในสินค้า ลงไปในองค์กร ลงไปในพนักงาน และผู้บริหารของท่านได้หรือไม่ เพื่อที่ท่านจะได้ขายของได้ราคาดีกว่าและไม่ต้องไปแข่งขันกันลดราคา ละเลงในน่านน้ำสีเลือด red ocean นั่นเองครับ..

Source: ดร. พงษ์ศักดิ์ สวัสดิเกียรติ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ม. เกษตรศาสตร์
ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ/ กรรมการบริหาร พิสิษฐ์กรุ๊ป