Switch to: uk
27 April 2017 09:28AM

48 ดอกเตอร์ และว่าที่ดอกเตอร์

12 May 10 ,  ดร. พงษ์ศักดิ์ สวัสดิเกียรติ
  • 0

บทความนี้ผมเขียนขึ้นหลังจากการนองเลือดจนมีผู้คนเสียชีวิตไปถึง 21 คน เป็นพลเรือนถึง 16 คน ทหาร 5 คน บาดเจ็บเกือบเก้าร้อยคน

นับเป็นความสูญเสียอีกครั้งหนึ่งของประเทศไทย และเป็นการพิสูจน์ว่ากงล้อปฎิวัติ แตกแยก สูญเสีย ก็วกกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เราจะผ่านพ้นกงล้อนี้ไปได้อย่างแท้จริงเสียที ก็คงต้องให้คนไทยทุกคนลองตั้งสติและพิจารณาอย่างรอบคอบว่า ความจริงคืออะไร และเราจะผ่านวิกฤตินี้ไปได้อย่างไร แน่นอนที่สุดต้องไม่ให้นักการเมืองและทหารเป็นคนคิด ประชาชนทุกคนในแผ่นดินนี้ต้องช่วยกันคิด และช่วยกันทำด้วย เพราะที่นี่เป็นประเทศไทยของเราทุกคน


เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมาผมได้พานักศึกษาปริญญาเอกการจัดการกีฬา ของ ม. เกษตรศาสตร์ รวมสามรุ่น รวมทั้งคณาจารย์ทั้งหมด 48 คน  เดินทางไปร่วมงาน FORUM กับ น.ศ. ปริญญาเอกของ Shanghai University of Sport เป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และนำเสนอผลงาน ซึ่งผมเองก็ได้มีโอกาสนำเสนอเรื่อง Sport Marketing ด้วย


การนำเสนอผลงานทางวิชาการก็เรียบร้อยดี แต่ทุกท่านที่เคยไปทัวร์จีนก็คงจะทราบว่าจะมีการพาไปซื้อของต่างๆ ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นชา บัวหิมะ หยก ฯลฯ ก็เป็นไปตามสเต็ปเพราะว่ามันก็เหมือนทัวร์ศูนย์เหรียญบ้านเรา ที่บริษัททัวร์ท้องถิ่นคิดค่าบริการถูกๆ แต่จะพาไปซื้อของและหวังกำไรตรงค่าคอมมิสชั่นแทนนั่นเอง ได้เรื่องครับเพราะกลุ่มเราเป็นนักศึกษาปริญญาเอก แน่นอนคณาจารย์ก็ปริญญาเอก ผมเองก็เฝ้าดูว่าคนขายจะมาไม้ไหน (ผมรู้มุกของคนขายเพราะไปจีนหลายครั้งแล้ว) เพื่อที่จะมากระชากเงินจากกระเป๋าของเหล่า ดร. และ ว่าที่ ดร. ทั้งหลาย ซึ่งมีคุณเป็ด เชิญยิ้ม เป็นประธาน น.ศ.รุ่น 2 ไปด้วย


ได้เรื่องครับ ขณะอยู่บนรถไกด์ชื่อ อากุล แต่เราเรียกเธอว่า อากุง (พูดไม่ชัดง่ะ) หรือตั้งชื่อเต็มเธอว่า “ปฏิกุง” 555+ ก็พรรณนาว่าเงินทองถึงแม้จะเป็นเรื่องสำคัญแต่ความกตัญญูรู้คุณพ่อแม่ก็สำคัญ ประมาณว่ามีเพื่อนคนหนึ่งแม่อยู่ต่างจังหวัด ป่วยกระเสาะกระแสะมานาน แล้วมีผ้าห่มที่ทำจากรังไหมที่ดีสารพัดนึก แต่กว่าจะซื้อไปให้แม่ได้ ..............ผมกระซิบบอกกับนักศึกษาบนรถว่า “เดี่ยวแม่มันต้องตายแน่นอน”  ว่าแล้วอีก 5 วินาทีแม่เธอก็ตายจริงๆ สมกับเป็นลูกอกตัญญู เสร็จแล้วก็มีพวกเราซื้อผ้าห่มรังไหมไป 10 กว่าผืนรวมทั้งคุณชัย นิมากร  ซึ่งเป็นทั้ง น.ศ.ปริญญาเอกรุ่นที่ 3 และยังเป็นอาจารย์พิเศษด้วย ซึ่งเป็นเจ้าของ “แกรนด์สปอร์ต”  ตลอดจนตัวผมเองด้วยเพราะเราอยากเป็น “ลูกชวนป๋วยปี่แป่กอ”  คืออยากเป็นลูกกตัญญูนั่นเอง 5555+


ชอตที่สองไกด์พาเราไปร้านขายชา เมื่อก่อนผมได้ยินแต่ชาเกรด A หรือ AA แต่เที่ยวนี้มาใหม่เป็นชาเกรดธรรมดา กับ “ชาฮ่องเต้”  กระป๋องละ 4,000 บาท  แน่นอนของแพงต้องมีการพิสูจน์ ว่าแล้วคนขายก็เอาน้ำเปล่ามาสองแก้ว เทน้ำยาทิงเจอร์ไอโอดีนลงไป (แบบที่ใส่แผลสดนะ) ว่าแล้วก็เอา “น้ำชา”  ที่ชงจากชาธรรมดาใส่ลงไป ปรากฎว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่อีกแก้วหนึ่ง “กำใบชาฮ่องเต้” (ไม่ใช่น้ำชาที่ชงจากชาฮ่องเต้) กวนๆ สักครู่หนึ่ง น้ำที่มีสีของทิงเจอร์ไอโอดีนที่ออกสีน้ำตาลเข้มๆ ก็จางลงและใสในที่สุด ยิ่งกว่าเล่นกลอีกครับพี่น้อง ว่าแล้วบรรดาพลพรรคนักศึกษาปริญญาเอกทั้งหลายก็ระดมซื้อกันไป บัตรเครดิตรูดกันกระจาย ไม่ว่าจะเป็นคุณสมทบ ว่าที่ผู้บริหารของสโมสรราชวิถี คุณก้องศักดิ์ เลขานุการ รมต. คุณสมคิด ผอ.ใหญ่จากการกีฬาแห่งประเทศไทย รวมทั้งคุณต้น-ตระการ


 ผมมีคำถามให้พิจารณาสามข้อ 1. ทิงเจอร์ไอโอดีน มันคือของเสียในร่างกายเราหรือเปล่า หรือมันสัมพันธ์ หรือเป็นเครื่องบ่งบอกว่าร่ายการเรามีของเสียเยอะแยะไปหมดหรือเปล่า คำตอบคือ “ไม่เกี่ยวกันเลย” คนขายแสดงเพื่อให้เห็นถึงความต่างและความสามารถอันเลอเลิศ(เพื่อเพิ่มมูลค่า) แต่ไม่มีประโยชน์ต่อการใช้สอยเลย 2. แก้วใบแรก ใช้ “น้ำชา” ซึ่งแปลว่ามันมีความเข้มข้นต่ำใช่หรือไม่ ในขณะที่แก้วใบที่สองที่เป็นสิ่งมหัศจรรย์ใช้ “ใบชาฮ่องเต้กำใส่ลงไป” แปลว่าความเข้มข้นสูงใช่หรือไม่ คำตอบคือ “ใช่” 3. ถ้าเป็นชาชนิดอื่นๆ ที่อาจมีคุณสมบัติทางเคมีใกล้เคียงกันกับ ”ชาฮ่องเต้” จะทำให้น้ำในแก้วที่สองกลับมาใสเหมือนเดิมได้หรือไม่ คำตอบคือ “ได้” เพราะว่าผมได้ทดลองเมื่อกลับมาถึงเมืองไทยแล้ว เอาบรรดาสรรพชาที่มีในสำนักงาน ชาถุงต่างๆ ก็พบว่า ชาเขียวซองหนึ่งก็ทำให้น้ำใสได้เหมือน “ชาฮ่องเต้” ผมเลยตั้งชื่อชาเขียวนั้นว่า “ชาองค์ชายสี่” 5555+++


 มาชอตสุดท้ายพาไปร้านขายหยก คนขายคนแรกเป็นหญิงสาว เข้ามาสักครู่ก็บอกว่า วันนี้ลูกเถ้าแก่มาด้วยพูดไทยได้ด้วยเพราะว่ามีแม่เป็นคนไทย (ผมถามว่าเถ้าแก่ชื่อรัย เค้ามะตอบ) พอลูกเถ้าแก่มาผมดูสารรูปแล้วฟันธงและคอนเฟิร์มโดยไม่ต้องอาศัยหมอลักษณ์ หมอกฤษณ์ เลยว่า มันมั่วมาแน่นอน ว่าแล้วลูกเถ้าแก่ก็ลดราคาแบบสุดๆ ทำให้เราเชื่อโดยสนิทใจว่าไม่โดนหลอกแน่  เพราะขนาดที่ว่าพนักงานหญิงถามลูกเถ้าแก่ว่าขายได้ยังไง ขาดทุนนะ แต่ดันถามเป็นภาษาไทย (ซึ่งมันควรจะถามเป็นภาษาจีนเพื่อไม่ให้เรารู้) แต่วัตถุประสงค์มันต้องการให้เรารู้จึงถามเป็นภาษาไทย ตีบทแตกกระจุยสมควรได้รับตุ๊กตาทอง ว่าแล้วพี่เป็ด เชิญยิ้มก็อัญเชิญ “ปี๋เซี้ยะ” ไปหนึ่งคู่ แค่ไม่กี่หมื่นเอง 555+ ที่เหลือก็กระจายๆ กันไปอุดหนุนเชื้อสายคนไทยปลอมๆ เพราะมันให้เราเป็นญาติมันตั้งแต่บอกว่ามีแม่เป็นคนไทยอยู่เชียงใหม่แล้วนั่นเอง สรุปนิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อารมณ์มาก่อนเหตุผลเสมอ 5555++ท่านดอกเตอร์และว่าที่ดอกเตอร์ทั้งหลาย สาธุ สาธุ คัมภีร์นักขายนี้สมควรเอาเป็นแบบอย่างจิงจิงจิงจิง

 

Source: ดร. พงษ์ศักดิ์ สวัสดิเกียรติ อาจารย์พิเศษโครงการปริญญาเอกการจัดการกีฬา  ม.เกษตรศาสตร์
ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ “พิสิษฐ์กรุ๊ป”