Switch to: uk
30 March 2017 04:52AM

โอกาสสิ่งทอไทยในช่วงวิกฤติ

09 Feb 07 ,  เฉลิมพล ไชยรัตนชัชวาลย์
  • 0
 

 textile

 ผู้เชี่ยวชาญชี้สิ่งทอไทยยังเห็นอนาคต แต่

เอกชนต้องปรับตัว และรัฐต้องส่งเสริมจริงจัง

 

             

       สองปีที่หมดยุคโควตา ตัวเลขการส่งออกสิ่งทอไทยยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เพียงแต่ว่าไม่มากนัก

หากเทียบกับในอดีต ทั้งนี้มีปัจจัยรุมเร้าหลายอย่าง อาทิ ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น นโยบายของรัฐบางประการที่

ไม่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญชี้ต้องสร้างเครือข่าย ยกระดับสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้า หันมาใช้

เทคโนโลยีแทนแรงงานคน รวมทั้งหันมาจับกลุ่มสร้างความแข็งแกร่งในเวทีอาเซียน

 

 

ตั้งแต่ปี 2515 มีคำกล่าวว่าอุตสาหกรรมสิ่งทอเป็นอุตสาหกรรมที่ sunset มาถึงวันนี้เมื่อไม่มีโควตาแล้ว ตัว

เลขการส่งออกคงสิ่งทอไทยยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น "ผมว่าสิ่งทอไทยยังมีอนาคต" เป็นการฟันธงจากผู้อำนวย

การสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ คุณวิรัตน์ ตันเดชานุรัตน์

 

ไม่เพียงแต่ตัวเลขการส่งออกสิ่งทอที่ยังทำรายได้อันดับต้นๆ ให้กับประเทศไทยเท่านั้น เมื่อพิจารณาความ

ต้องการบริโภคสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มในตลาดโลกที่มีมากขึ้นทุกวันตามสัดส่วนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น จาก

ทั้งจีนและ อินเดีย เฉพาะสองประเทศนี้มีประชากรรวมกันกว่า 3 พันล้านคน หรือแม้แต่ในอาเซียนเองก็มี

ประชากรกว่า 500 ล้านคน

 

นอกจากนี้ประเทศที่พัฒนาแล้วในยุโรป อเมริกา หรืออิตาลี ล้วนมีอัตราการบริโภคเครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอ

เฉลี่ย 180 เหรียญสหรัฐฯ ต่อคนต่อปี ส่วนในจีนถ้าเป็นเมืองใหญ่ๆ มีอัตรการบริโภคประมาณ 40 เหรียญ

สหรัฐฯ ต่อคนต่อปี ส่วนในประเทศไทยเฉลี่ย 60 เหรียญสหรัฐฯ ต่อคนต่อปี

 

เพียงแต่วันนี้การบริโภคสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของประเทศต่างๆ เริ่มเปลี่ยนไป ไม่ได้มองเรื่องแฟชั่นดีไซน์

อย่างเดียว เสื้อผ้าต้องมีทั้งแฟชั่นและฟังก์ชั่นควบคู่กันไป อาทิ เสื้อผ้าที่สวมแล้วยุงไม่กัด สิ่งเหล่านี้จะเป็น

ตัวกำหนดให้อุตสาหกรรมในวันหน้าต้องแข่งหนักขึ้น

 

"แนวโน้มในอนาคต อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มจะมีขนาดเล็กลง โรงงานจะใช้แรงงานคนน้อยลง

แต่ใช้เทคโนโลยีพัฒนาการผลิตให้มีคุณภาพ ช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มมูลค่าสินค้าให้สูงขึ้น เหมือนกับ

โรงงานเครื่องนุ่งห่มในอิตาลีที่เป็นโรงงานขนาดเล็ก มีแรงงานไม่กี่คน แต่สามารถผลิตสินค้าระดับสูงได้" ผู้

อำนวยการสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ กล่าวในงานสัมมนา อนาคตสิ่งทอไทย: วิกฤตหรือโอกาส

 

ภาพรวมปัญหาสิ่งทอไทย

คุณเจน นำชัยศิริ ประธานกลุ่มสิ่งทอ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ฉายภาพรวมของปัญหาสิ่งทอ

ในปัจจุบันว่าขาดการเชื่อมโยงกันในอุตสาหกรรม ทำให้ไม่มีการตอบสนองระหว่างกันที่รวดเร็ว (Quick

Response/Supply Chain) ขาดความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ (Product Distinctiveness/Variety) ขาด

การนำเทคโนโลยีและเครื่องจักรที่ทันสมัยเข้ามาใช้ (Technology/Machinery) ขาดแคลนแรงงานสิ่งทอที่มี

คุณภาพ

 

ส่วนปัญหาของอุตสาหกรรมต้นน้ำคือ วัตถุดิบที่ผลิตในประเทศบางชนิดมีต้นทุนสูงกว่าการนำเข้าจากต่าง

ประเทศ วัตถุดิบที่ผลิตได้ในประเทศไม่เพียงพอกับความต้องการของผู้ผลิต และไม่ทันกับความต้องการ

ของผู้ประกอบการเครื่องนุ่งห่มที่เปลี่ยนแปลงไปเร็วตามกระแสผู้บริโภค

 

"โรงงานปั่นด้ายนั้นต้องมีการลงทุนสูงมาก ต้องอาศัยระยะเวลานานพอสมควรกว่าจะคุ้มทุน และในภาวะเช่น

นี้คงไม่มีใครกล้าเสี่ยงลงทุน ดังนั้นภาครัฐควรมีห้องแลปสำหรับทำตัวอย่างสินค้า จะช่วยให้ผู้ประกอบการ

ลดต้นทุนได้ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ไม่ต้องรอเทคโนโลยีจากผู้ผลิตเครื่องจักรต่างประเทศ ช่วยลดการ

นำเข้าจากต่างประเทศ ส่วนมาตรการของรัฐที่สั่งปิดบ่อน้ำบาดาล แล้วให้ผู้ประกอบการในโรงงานฟอกย้อม

หันไปใช้น้ำประปาแทนนั้นไม่สามารถทำได้ เนื่องจากการย้อมผ้าต้องการน้ำที่ปราศจากคลอรีน เพื่อให้การ

ย้อมผ้าได้คุณภาพดี รวมทั้งยังจำกัดจำนวน ห้ามขยายโรงงานเพื่อป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อม ตรงนี้ไม่ใช้การ

แก้ไขปัญหาที่ตรงจุด" คุณเจน กล่าว

 

 ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ดร. อรรชกา บริมเบิล กล่าวว่า อุตสาหกรรมสิ่งทอไทยยัง

ส่งออกได้เพิ่มขึ้น ในปี 2005 สามารถส่งออกได้ 6,699.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วนปี 2006 ตั้งแต่มกราคม

จนถึงเดือนพฤศจิกายน ส่งออกได้ 6,237.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

 

 โดยตลาดตลาด EU นั้นมีการเติบโตดีที่สุด ในช่วง 11 เดือนแรกของปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมสิ่งทอมีอัตรา

การเติบโต 10.30% มีมูลค่า 1,200.9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ การส่งออกสิ่งทอไปยุโรปยังเติบโตได้ในอัตราที่

สูง ต้องยอมรับว่าได้อานิสงส์จากการที่ EU มีมาตรการจำกัดการนำเข้าหรือ Safeguard สินค้าจากจีน ส่วน

การส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาและอาเซียนค่อนข้างเติบโตน้อย ประมาณ 0.16% และ 3% ตามลำดับ

 

"การส่งออกในตลาดสหรัฐฯ ไทยเริ่มสูญเสียส่วนแบ่งให้กับประเทศคู่แข่งที่สามารถส่งออกไปอเมริกาได้

มากขึ้นและต่อเนื่อง ซึ่งอเมริกาเป็นตลาดที่สำคัญ คิดเป็น 31.5% ของการส่งออกทั้งหมด เป็นเรื่องที่เราจะ

ต้องทำอย่างไรที่จะรักษาการเติบโตของผลิตภัณฑ์ที่เป็นจุดแข็งของไทย อาทิ เสื้อกีฬา ชุดชั้นใน ไว้ให้ได้

มากขึ้น"

 

ดร. อรรชกา กล่าวต่อไปว่า สำหรับตลาดสิ่งทอภายในประเทศ ราคาของเส้นใย เส้นด้ายสังเคราะห์ จะมีแนว

โน้มเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตขยับสูงขึ้น และทำให้ผู้ประกอบการกลางน้ำและปลายน้ำมีกำไรลดลง

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเรื่องค่าเงินบาท การขาดแรงงานที่มีฝีมือ การที่เวียดนามได้เข้าเป็นสมาชิกองค์การการ

ค้าโลก (WTO)

 

"ปี 2007 นี้คาดว่าการส่งออกของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มจะโต 3-5% ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยที่มีทั้ง

บวกและลบ ปัจจัยบวกคือ การที่ประเทศจีนยังถูก Safeguard จากสหรัฐอเมริการและอียู การร่วมมือในอา

เซียน ส่วนปัจจัยลบคือความไม่แน่นอนของการเจรจา FTA กับสหรัฐอเมริกา ภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรม

สิ่งทอต่อสถาบันการเงิน และมาตรการห้ามตั้ง ห้ามขยาย ของโรงงานฟอกย้อม" ดร. อรรชกา ให้ความเห็น

 

สร้าง Chain ระดับอาเซียน

            นอกจากปัจจัยต่างๆ แล้ว ผ.อ. วิรัตน์ กล่าวด้วยว่า อุตสาหกรรมสิ่งทอไทยจะยั่งยืนได้นั้นส่วนหนึ่ง

ต้องพัฒนาสร้าง chain ให้เกิดตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อช่วยแก้ปัญหาสินค้าที่ไม่หลากหลาย ต้นทุนการ

ผลิตสูง ขาดแคลนแรงงานคุณภาพ หลังจากพัฒนาสิ่งต่างๆ เหล่านี้จะทำให้เกิด One Stop Service ซึ่งเป็น

สิ่งที่ผู้ซื้อจากทั่วโลกต้องการ

 

ไม่ใช่เพียงแค่ความร่วมมือในระดับประเทศเท่านั้น การสร้าง chain ควรจะขยายไปถึงระดับอาเซียน ทั้งนี้ใน

กลุ่มประเทศอาเซียนซึ่งมีข้อตกลงภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน หรือ AFTA มีเป้าหมายที่จะเป็นตลาดและ

ฐานการผลิตร่วมกัน (Single market and single production base) และมีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ

การลงทุน เงินทุน และแรงงานอย่างเสรี โดยอุตสาหกรรมสิ่งทอเป็น 1 ใน 11 สาขานำร่อง มีเป้าหมายหลักๆ

4 ประการคือ การลดอัตราภาษีเป็น 0 โดยสมาชิกอาเซียนเดิม 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย

ฟิลิปปินส์ บรูไน และ สิงคโปร์ มีกำหนดเร่งลดภาษีให้เป็น 0 ภายในปี 2550 ส่วนประเทศสมาชิกใหม่ 4

ประเทศคือ กัมพูชา ลาว พม่า และ เวียดนาม มีกำหนดลดภาษีเป็น 0 ภายในปี 2555 ทั้งนี้จำนวนรายการ

สินค้าในสาขาสิ่งทอที่จะเร่งลดภาษีให้เป็น 0 มีจำนวน 1,183 รายการ

 

"ที่ผ่านมาประเทศกลุ่ม AFTA มีการรวมตัวกันไปจัดงานแสดงสินค้า Source IT ที่ฮ่องกง เพื่อแสดง

ศักยภาพเป็นแหล่ง sourcing อีกทางหนึ่งนอกจากจีน เนื่องจากขณะนี้ผู้ซื้อจากทั่วโลกไม่ต้องการ

ฝากอนาคตไว้กับจีนเพียงประเทศเดียว เพียงแต่ยังไม่เห็นผลเท่าที่ควร ซึ่งความร่วมมือมันจะต้องเกิดตั้งแต่

ภายใน ผู้ประกอบการในประเทศต้องมีความรู้สึกว่าอยากทำมันจึงจะเห็นผล" คุณเจน กล่าว

            หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง เชื่อว่าวิกฤติในสิ่งทอครั้งนี้ก็จะผ่านไปด้วยดี และอยากให้มัน

ผ่านไปโดยเร็ววัน