Switch to: uk
30 May 2017 11:42AM

Cluster Development

16 Dec 06 ,  จันทิรา ยิมเรวัต วิวัฒน์รัตน์
  • 0
ธุรกิจเอสเอ็มอีประสบความสำเร็จไม่ยาก หากรวมตัวกันเป็นเครือข่าย ร่วมมือกันจัดการพัฒนาธุรกิจบนพื้นฐานของความเชื่อใจ การสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูล และมีเป้าหมายยุทธศาสตร์เดียวกัน
                 ตอนนี้คลัสเตอร์เป็นนโยบายของรัฐบาล เป็นกระแสตื่นตัวในภาคเอกชน มีโครงการมากมายเกี่ยวกับคลัสเตอร์ ส่วนความสำเร็จยังไม่เป็นที่ประจักษ์ชัดเจน พอดีดิฉันได้อ่านโครงการพัฒนาคลัสเตอร์ของ UNIDO (United Nations Industrial Development Organization) ซึ่งดำเนินการในประเทศต่างๆหลายประเทศในภูมิภาคทั่วโลก แต่ไม่มีในประเทศไทย แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะอ่านไปอ่านมาแล้วรู้สึกคุ้นๆ คล้ายๆ ของเมืองไทยเราเหมือนกัน อ่านแล้วจะเก็บไว้คนเดียวก็น่าเสียดาย คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับพวกเราได้มากทีเดียว ถึงแม้ว่าจะเป็นรายงานออกมาตั้งแต่ปี 2001 แต่วิธีคิดและหลักการยังใช้ได้อยู่ ก็ขอสรุปมาเล่าสู่กันฟัง

                UNIDO เขามองว่าธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กหรือเอสเอ็มอี (SME's) มีศักยภาพแต่มีข้อจำกัดที่มีขนาดเล็ก ทำให้เสียโอกาสทางธุรกิจ คือไม่สามารถจะรับงานใหญ่ได้ เพราะไม่มีอำนาจต่อรองในการหาวัตถุดิบหรือเข้าถึงแหล่งเงินแหล่งเทคโนโลยี นอกจากนี้ยังมาแข่งขันกันเองเสียอีก เลยเป็นธุรกิจเล็กๆ เป็นลูกกรอกอยู่อย่างนี้ โตไม่ได้สักที สัจธรรมเหล่านี้ดูแล้วก็เหมือนกันทั่วโลก สรุปว่าเอสเอ็มอีที่จริงแล้วมีปัญหาคล้ายๆ กัน จึงน่าจะร่วมมือกันแก้ปัญหาและหาทางใช้ศักยภาพที่มีให้เกิดประโยชน์เต็มที่ UNIDO มองว่าปัญหาจริงๆ ของเอสเอ็มอีไม่ได้อยู่ที่ขนาด แต่อยู่ที่ว่าต่างคนต่างอยู่ ถ้าร่วมมือกันได้ระหว่างเอสเอ็มอีด้วยกัน และระหว่างเอสเอ็มอีกับหน่วยงานอื่นๆ ธุรกิจ เอสเอ็มอีก็จะสามารถเติบโตได้

                 หลักการในการทำโครงการคลัสเตอร์ของ UNIDO คือการทำเครือข่ายหรือ networking ของกลุ่มเอสเอ็มอี keyword ในที่นี้คือ การสร้างเครือข่าย เพื่อรวบรวมปัญหาและพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน สามารถรวมกันซื้อสินค้าและบริการได้ เป็นการสร้างอำนาจต่อรอง เข้าถึงแหล่งวัตถุดิบและบริการต่างๆ ได้  สามารถพัฒนาธุรกิจหลักของตน (specialized core business) โดยไม่ต้องพยายามทำทุกอย่างเอง แล้วยังทำให้เกิดการเพิ่มประสิทธิภาพด้วย นอกจากนี้การสร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกันยังเปิดโอกาสให้กลุ่มเอสเอ็มอีได้แลกเปลี่ยนความเห็นและประสบการณ์ ได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน เนื่องจากการดำเนินการที่จะประสบความสำเร็จนั้นต้องมาจากความสัมพันธ์และการทำกิจกรรมร่วมกัน ความสำเร็จที่ว่ามานั้นจะเกิดขึ้นเมื่อเอสเอ็มอีมีที่ตั้งอยู่ใกล้กัน และมีจุดหมายทางธุรกิจใกล้เคียงกัน เช่น ตลาดเป้าหมาย ความต้องการสาธารณูปโภค หรือ ภาวการณ์แข่งขันภายนอกบีบบังคับ กลุ่มเหล่านี้คือ คลัสเตอร์ ซึ่งระยะทางที่ใกล้กันจะทำให้แชร์ความรู้กันได้ง่ายขึ้น และสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกันได้ง่ายกว่าการอยู่ห่างไกลกัน

                UNIDO จึงริเริ่มโครงการเพื่อส่งเสริมการสร้างเครือข่ายระหว่างเอสเอ็มอี และระหว่างเอสเอ็มอีกับองค์กรอื่นๆ UNIDO ได้ดำเนินโครงการในหลายประเทศ เกือบทุกทวีปและหลายกลุ่มอุตสาหกรรม ประเทศที่เขาเลือกให้ทำโครงการนี้มักเป็นประเทศด้อยพัฒนาหรือกำลังพัฒนา เช่น เม็กซิโก จาไมก้า นิคารากัว โบลิเวีย มอรอคโค เซเนกัล ซิมบับเว อินเดีย ปากีสถาน อินโดนีเซีย ซึ่งเวลาดำเนินโครงการจะแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ขึ้นอยู่กับความต้องการ และลักษณะการดำเนินการมีสามด้าน คือ

การจัดการและการพัฒนาคลัสเตอร์
การพัฒนาเครือข่าย หรือ networking ของเอสเอ็มอี
การพัฒนาการเชื่อมโยงระหว่างเอสเอ็มอีกับองค์กรขนาดใหญ่

                แต่ละโครงการที่  UNIDO ทำนั้นมีการเริ่มต้นต่างกัน หากเป็นโครงการที่มีการรวมกลุ่มคลัสเตอร์อยู่แล้วก็จะส่งเสริมให้สร้างเน็ตเวิร์ค ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การพัฒนาคลัสเตอร์ บางโครงการเริ่มด้วยการพัฒนาเน็ตเวิร์คทั้งแนวตั้งและแนวนอน หลังจากที่เน็ตเวิร์คเข้มแข็ง มีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการมากขึ้น มีผู้ให้บริการทางธุรกิจ (business development service providers) หน่วยงานรัฐบาล สมาคมการค้า มาร่วมด้วย ก็จะเกิดเป็นคลัสเตอร์ขึ้นมา

การพัฒนาคลัสเตอร์

                ตัวอย่างคลัสเตอร์ที่ประสบความสำเร็จเป็นที่รู้จักและกล่าวถึงมากที่สุดคือที่ประเทศอิตาลี ซึ่งมีทั้งคลัสเตอร์สิ่งทอ เครื่องหนัง เครื่องประดับ กรอบแว่น ฯลฯ ประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ ก็มีคลัสเตอร์ที่ประสบความสำเร็จ ทั้งในเยอรมนี ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส และ สหรัฐอเมริกา ส่วนในประเทศกำลังพัฒนาอย่างเช่น อินเดีย ที่เมืองทิรุปุระ แคว้น ทมิฬนาดู มีเอสเอ็มอีอยู่ 7,000 ราย ในปี 1999 สามารถส่งออกผ้าฝ้ายที่เป็นเคหะสิ่งทอรวมกันได้ถึง 650 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 80% ของการส่งออกสินค้าประเภทนี้ของประเทศอินเดียทีเดียว

                UNIDO บอกว่าการรวมกลุ่มกันเป็นจำนวนมากในอุตสาหกรรมหรือ sector เดียวกัน ไม่ได้แปลว่าจะประสบความสำเร็จเสมอไป เพราะว่าข้อได้เปรียบของการเป็นคลัสเตอร์กันไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยอัติโนมัติ

                ในประเทศกำลังพัฒนาหลายๆ ประเทศทั่วโลก มีธุรกิจขนาดเล็กมากมายที่อยู่ใกล้ๆ กัน ผลิตสินค้าคล้ายๆ กัน แต่ไม่ค่อยร่วมมือกันเรื่องข้อมูลข่าวสารทางธุรกิจ หารือปัญหา หรือจัดกิจกรรมร่วมกัน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเหล่านี้มักไม่ได้สร้างสัมพันธ์หรือเสนอปัญหาเพื่อหารือกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือกับภาครัฐ คลัสเตอร์เหล่านี้ไม่เชื่อใจกัน มีผลประโยชน์ขัดกัน และมีการแข่งขันระหว่างกันสูง ผลก็คือต้องอยู่ในวังวนแห่งความชะงักงันและยากจน

                การปรับเปลี่ยนจากสภาพเดิมๆ ไปสู่สภาพใหม่ให้ประสบความสำเร็จทำได้ยาก จะต้องมีทั้งความเชื่อใจกัน การสื่อสารในทางสร้างสรรค์ การแลกเปลี่ยนข้อมูล การมีเป้าหมายยุทธศาสตร์เดียวกัน การร่วมมือกันพัฒนากลยุทธ์และร่วมกันดำเนินการให้บรรลุเป้าหมาย ซึ่งไม่ได้ทำกันได้ง่ายๆ

                เวลาที่จะแลกเปลี่ยนความรู้และความร่วมมือ

                การสร้างวิสัยทัศน์

                บางคลัสเตอร์สามารถเกิดขึ้นได้ตามกลไกธรรมชาติ แต่บางคลัสเตอร์เกิดขึ้นเองไม่ได้ ต้องมีตัวช่วย ตัวช่วยที่ว่านี้เป็นเรื่องทางเทคนิค ซึ่ง UNIDO ให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิคที่ว่าที่จะทำให้คลัสเตอร์เกิดขึ้นได้ อาทิเช่น การช่วยสร้างวิสัยทัศน์ การเสริมสร้างสมรรถภาพ การดูแลให้คลัสเตอร์อยู่ได้

การร่วมกันสร้างวิสัยทัศน์

                สิ่งแรกที่ต้องทำคือการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน โดยทั่วๆ ไปผู้ประกอบการในคลัสเตอร์มักจะโทษกันไปมาว่าแต่ละฝ่ายเป็นต้นเหตุ ผู้ประกอบการรายย่อยเองก็รู้สึกว่าตัวเองเสียเปรียบผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มักจะได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษมากกว่า

                ถ้าความสัมพันธ์ไม่ดีมาก่อนแล้วจะพยายามทำให้ดีขึ้นนั้นมันยากกว่าการเริ่มต้นใหม่ มีกรณีตัวอย่างของอินเดียในเรื่องการสร้างกลยุทธ์ร่วมกัน เป็นคลัสเตอร์อาหารในเมืองปูนา เมื่อแรกเริ่มโครงการ ผู้ประกอบการบอกว่าปัญหาของเขาคือกฎหมายเกี่ยวกับอาหาร จึงมีข้อเสนอให้แก้ปัญหาด้วยการลดความเข้มงวดของกฏหมายลง และยอมให้ยกเว้นการตรวจ แต่เมื่อโครงการดำเนินต่อไปโดยให้หน่วยงานรัฐบาลท้องถิ่นและผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะหน่วยทดสอบสินค้าเข้ามาร่วมด้วย ก็ได้มุมมองที่ต่างกัน คือหน่วยงานเหล่านี้มองว่าผู้ประกอบการไม่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของสินค้า และอาศัยวิธีการผลิตแบบเดิมๆ โดยไม่สนใจวิธีการทดสอบสมัยใหม่

                UNIDO เข้ามามีส่วนช่วยเหลือสำคัญโดยกระตุ้นให้คลัสเตอร์อาหารในเมืองปูนาตื่นตัว ไม่ว่าจะเป็นการหารือตัวต่อตัวเป็นรายๆ ไป หรือหารือทั้งกลุ่มพร้อมกัน ทั้งหมดนี้ก็เพื่อที่จะให้ผู้ที่อยู่ในคลัสเตอร์ได้ร่วมด้วยช่วยกันคิด แลกเปลี่ยนความเห็น ปรับมุมมองของปัญหา และระบุอย่างละเอียดถึงสาเหตุที่ไม่ใช้ระบบการทดสอบที่มีอยู่

                ผลสุดท้ายปรากฎว่าสมาชิกคลัสเตอร์ส่วนใหญ่ยอมรับว่าตนไม่ได้ใส่ใจกฎหมาย พอๆ กับที่ไม่สามารถจะติดตามกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงเร็วได้ทัน พอไปหารือปัญหากับผู้ให้บริการก็พบทางแก้ว่าต้องมีศูนย์ข้อมูลกฎหมายที่สมาชิกสามารถปรึกษาได้รวดเร็ว สำหรับปัญหาอื่นคือผู้ประกอบการไม่มีโอกาสพูดคุยกับหน่วยงานที่ออกกฎหมาย เพราะผู้ประกอบการไม่มีการรวมตัวกันพอที่จะเป็นปากเป็นเสียงให้คนส่วนใหญ่ได้ ทางแก้คือควรมีหน่วยงานที่เป็นตัวแทนของผู้ประกอบการส่วนใหญ่ เพื่อเจรจากับภาครัฐ นอกจากนี้ยังสรุปได้อีกว่า การไม่มีหน่วยทดสอบอาหารที่เชื่อถือได้ทำให้โอกาสของกลุ่มต้องเสียไปด้วย ทางแก้จึงควรสร้างหน่วยทดสอบขึ้นที่เมืองปูนา และให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการในด้านควบคุมคุณภาพ

                กรณีที่กล่าวมาจำเป็นต้องใช้ตัวแทน คือคนที่ UNIDO จ้างมาเพื่อประสานงาน ช่วยให้คำแนะนำดำเนินการโดยใช้เทคนิคต่างๆ เพื่อให้เกิดคลัสเตอร์ ศัพท์ของ UNIDO เขาใช้คำว่า Cluster Broker และจะต้องเริ่มประเมินเบื้องต้นในด้านต่อไปนี้

                - ระบบการผลิต
                - การพัฒนาฝีมือแรงงาน
                - การประสานกับสถาบันต่างๆ

                ในการสร้างความเชื่อใจกันนั้นต้องคำนึงถึงสภาพทางสังคม ขนบธรรมเนียม ที่ไปที่มาหรือเรื่องในอดีตด้วย มีตัวอย่างวิธีการแก้ปัญหาที่น่าสนใจซึ่งก็ยังเป็นกรณีของอินเดียอีก แต่คราวนี้เป็นกลุ่มคนพิมพ์ผ้าด้วยบล็อก ที่หมู่บ้านบากรู ใกล้เมืองชัยปุระ แคว้นราชาสถาน ก่อนเริ่มดำเนินการใดๆ ทาง UNIDO ก็ได้ศึกษาเรื่องเก่าๆ และได้ความว่า กลุ่มคนพิมพ์ผ้าด้วยบล็อกที่หมู่บ้านแห่งนี้ได้พยายามร่วมมือกันมาถึง 20 ปีแล้วแต่ยังไม่เคยสำเร็จเลย เมื่อเริ่มโครงการครั้งใหม่นี้ก็ไม่มีคนยอมมาเข้าประชุม ทีนี้จะทำอย่างไรดี

                ทางเจ้าหน้าที่โบรคเกอร์ของ UNIDO ก็เลยงัดกลยุทธ์กระโดดข้ามเจเนอเรชั่น หันไปเล่นกับรุ่นลูกแทน เพราะดูท่าแล้วคนรุ่นลูกคงไม่ค่อยโกรธเกลียดกันเท่ารุ่นพ่อแม่ การศึกษาของเด็กรุ่นหลังก็สูงกว่าพ่อแม่ จึงน่าจะมองการณ์ไกลกว่า โบรคเกอร์เขาเริ่มจากการใช้วิธีแยกสัมภาษณ์เป็นรายตัว การคุยแยกรายตัวนี้เพื่อหาว่าแต่ละคนต้องการอะไร และเรียงลำดับความสำคัญอย่างไร ผลสรุปว่าสิ่งที่เหมือนกันคือพวกเขาต้องการพัฒนาด้านการตลาด และยินดีจะร่วมกันจ่ายค่าฝึกอบรม จึงเกิดหลักสูตรฝึกอบรมทั้งด้านการตลาด การทดสอบคุณภาพ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การโฆษณา การจัดจำหน่าย และการดูงาน  หลักสูตรนี้ได้รับการสนับสนุนจากเอ็นจีโอท้องถิ่นและจากธนาคารเอสเอ็มอี

                ผลสำเร็จที่ออกมานับว่าเป็นที่พอใจอย่างยิ่ง เพราะผู้ร่วมโครงการต่างสนใจว่ามีการสนับสนุนอะไรอื่นอีก จากเดิมที่ไม่ได้สนใจมาก่อน ทีนี้ความตื่นตัวนี้ก็แพร่กระจายจากรุ่นลูกไปสู่รุ่นพ่อแม่ที่ไม่ยอมเข้าร่วมโครงการด้วยตั้งแต่แรก แต่พอเห็นความสำเร็จของโครงการคนรุ่นพ่อแม่เหล่านี้ก็พากันกลับใจมาเข้าร่วมโครงการต่อไปด้วย

                ฉบับนี้พื้นที่หมดเสียแล้ว ยังมีข้อมูลน่าสนใจอีกมากมายเกี่ยวกับการทำคลัสเตอร์ เอาไว้ฉบับหน้าเราค่อยมาว่ากันต่อก็แล้วกัน

คำจำกัดความสำคัญ

คลัสเตอร์
                การรวมกลุ่มของผู้ประกอบการตามประเภทอุตสาหกรรม และตามที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ (แหล่งผลิต) เพื่อขายสินค้าที่เกี่ยวข้องกัน หรือสินค้าที่ใช้ด้วยกันได้ ดังนั้น ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะมีปัญหาและโอกาสทางธุรกิจที่คล้ายๆ กัน การรวมกลุ่มกันนี้ยังทำให้เกิดธุรกิจอื่นอีก เช่น ซัพพลายเออร์เฉพาะด้าน หรือบริการพิเศษเฉพาะทาง ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคนิค การจัดการ หรือ การเงิน

Network
                 คือกลุ่มบริษัทที่ร่วมมือกันในโครงการใดโครงการหนึ่ง มีการทำงานเสริมซึ่งกันและกันโดยใช้ความชำนาญเฉพาะด้านต่างกัน เพื่อแก้ปัญหา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และเพื่อเจาะตลาดร่วมกัน ซึ่งทั้งหมดนี้จะไม่สามารถทำได้ด้วยตนเอง  ยกเว้นจะร่วมมือกันเท่านั้น

การเชื่อมโยงกันในกลุ่ม
                การเชื่อมโยงกันในกลุ่มเอสเอ็มอีนี้มักเป็นตามแนวนอน (horizontal คือ ตามฟังก์ชั่น หรือ ตามหน้าที่) ซึ่งต่างจากบริษัทใหญ่ๆ ที่มักจะร่วมมือกันตามแนวตั้ง (vertical คือ ทำตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ) การทำ network สามารถทำได้ไม่ว่าจะเป็นการรวมกลุ่มกันตามแนวนอนหรือแนวตั้ง  และไม่จำเป็นต้องอยู่ในคลัสเตอร์

"หลักในการทำคลัสเตอร์ของ UNIDO คือสร้างเครือข่ายของกลุ่มเอสเอ็มอี เพื่อรวบรวมปัญหาและพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน การสร้างอำนาจต่อรองในการซื้อสินค้าและบริการ และพัฒนาธุรกิจหลักของตนโดยไม่ต้องทำทุกอย่างเอง"