Switch to: uk
30 March 2017 05:00AM

40th Anniversary Phisit Group

11 Dec 13 ,  Chalermphol
  • 0

ก้าวต่อไปภายใต้ 2 ขุนพล เจเนอเรชั่นที่ 2

จาก Trader เคมีสีย้อม สู่ผู้จำหน่ายสินค้ากว่า 400 รายการ ไว้รองรับลูกค้าแบบครบวงจร ด้วยคอนเซปต์ คุณภาพสินค้าต้องอยู่เหนือกว่าความคาดหวังของลูกค้า

 

Phisit

ภาวิต นิธิธนภัทร (ซ้าย) ต่อพันธุ์ พิสิษฐ์กุล (ขวา)

 

หลังจากที่ชื่อของพิสิษฐ์ กรุ๊ป เป็นที่รู้จักกันดีในวงการสิ่งทอโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมฟอก ย้อม พิมพ์และตกแต่งสิ่งทอไทยมากว่า 40 ปี ถูกส่งไม้ต่อให้กับ 2 ขุนพลทายาทรุ่นที่ 2 ของพิสิษฐ์กรุ๊ป ทั้ง ต่อพันธุ์ พิสิษฐ์กุล กรรมการผู้จัดการ และ ภาวิต นิธิธนภัทร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ผนึกกำลังให้ธุรกิจก้าวไกล ทั้งนำระบบ ERP มาบริหารจัดการ และการผลิตสินค้าที่เน้นให้มีคุณภาพเหนือกว่าความคาดหวังของลูกค้า ส่งผลให้บริษัทส่งออกสี pigment ปีละกว่าพันตัน เดินหน้าพัฒนาสินค้ารับเทรนด์กระแสโลกร้อน ทั้งเคมี Apcopon TCW ที่ช่วยลดพลังงาน และ softener miDori® จากสวิสเซอร์แลนด์ที่สกัดจากเมล็ดพืช มาเติมเต็มให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมฟอกย้อม ที่ต้องรับผิดชอบกับสังคมในยุค global warming  

One Stop Service
ปัจจัยหนึ่งซึ่งเป็นจุดแข็งของบริษัทที่สามารถผ่านร้อนผ่านหนาวมาถึง 40 ปีนั้น คุณต่อพันธุ์ กล่าวว่า เป็นเพราะบริษัทมีความสัมพันธ์ที่ดีที่มีต่อลูกค้าอย่างเหนียวแน่น ภายหลังที่เข้ามาสานต่อกิจการสิ่งแรกที่ต้องดำเนินการต่อคือการรักษาฐานลูกค้าเดิมให้ดี พร้อมกับแสวงหาสินค้ามาตอบสนองลูกค้าให้ครบวงจร จนถึงปัจจุบันบริษัทมีสินค้ากว่า 400 รายการ อาทิ สีย้อม สีพิมพ์ เครื่องจักรและอุปกรณ์เครื่องทดสอบไว้บริการผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมฟอกย้อม รวมถึงเครื่องจักรสำหรับผู้ประกอบการการ์เมนท์

 

Phisit1


บริษัท พิสิษฐ์ กรุ๊ป เริ่มต้นธุรกิจด้วยการเป็น Trader จำหน่ายเคมีสำหรับอุตสาหกรรมฟอกย้อมในอุตสาหกรรมสิ่งทอในปี พ.ศ. 2516 ถือเป็นช่วงที่อุตสาหกรรมสิ่งทอกำลังรุ่งเรือง มีนักลงทุนจากไต้หวันเข้ามาลงทุนธุรกิจสิ่งทอค่อนข้างมาก จากธุรกิจจำหน่ายเคมี ก็ค่อยๆ ขยายกิจการ เพิ่มสินค้ามาจำหน่าย อาทิ เครื่องจักรฟอกย้อม เครื่องย้อมผ้า เครื่องอบผ้า ในปี พ.ศ. 2534 บริษัทได้ร่วมทุนกับไต้หวัน สร้างโรงงานผลิตสีย้อมผ้าแบบครบวงจร


“แม้ลูกค้าส่วนใหญ่ของเราเป็นโรงงานฟอกย้อม แต่มีโรงงานฟอกย้อมหลายรายที่มีโรงงานการ์เมนท์ด้วย ประมาณ 7 ปีที่แล้วบริษัทขยายไลน์สินค้า เป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่องจักรสำหรับการ์เมนท์ อาทิ จักรเย็บผ้า เครื่องตัด ซอฟท์แวร์ รวมทั้งเครื่องจักร อุปกรณ์ที่ใช้ห้องทดลอง ในโรงงานฟอกย้อม ทั้งเครื่องตรวจสอบคุณสมบัติต่างๆ  เนื่องจากโรงงานฟอกย้อม ในบ้านเราขยายกิจการค่อนข้างยากมีแต่จะหายไป บริษัทจึงพยายามหาสินค้ามาสนองลูกค้าในกลุ่มนี้ให้ครบวงจรให้เหมือน one stop service” คุณต่อพันธุ์ กล่าว

คุณภาพเหนือความความหวัง
แม้โรงงานฟอกย้อมในประเทศไทยค่อนข้างจะมีจำนวนจำกัด แต่ในแง่ของผู้ผลิตเคมี หรือตัวแทนจำหน่ายกลับมีทั้งบริษัทต่างชาติและบริษัทในประเทศไทยรวมกันมากกว่าสิบราย ทำให้ธุรกิจเคมีสีย้อมแข่งขันกันรุนแรง ฉะนั้นในการผลิตหรือคัดเลือกสินค้าบริษัทจึงต้องเน้นที่คุณภาพเป็นพิเศษให้มากหรือเหนือกว่าความคาดหวังของลูกค้าเสมอไป เพราะหากสินค้าเพียงตัวใดตัวหนึ่งมีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน จะกระทบกับสินค้าทุกตัวของบริษัท

 

Phisit2


“เราจะตั้งมาตรฐานการตรวจสอบคุณภาพสินค้าไว้สูงมาก เช่น ความแตกต่างของสีแต่ละ Lot ลูกค้าบางรายอาจรับได้ที่ ค่าเดลต้า เท่ากับ 1 หรือ 0.5 แต่เราจะตั้งค่าไว้ที่ 0.3 เพราะถ้าเราทำมาตรฐานตรงนี้ได้ เมื่อลูกค้านำไปใช้ไม่พบปัญหา จะกลับมาใช้ซ้ำ ผมว่าตอนนี้แข่งกันตรงจุดนี้ การควบคุมคุณภาพสินค้าให้คงที่อยู่เสมอ คือ key of success” คุณต่อพันธุ์ กล่าว


ด้านคุณภาวิต กล่าวเสริมว่า “ในตลาดมีคู่แข่งเยอะมาก แต่บริษัทเราอยู่กับลูกค้ามา 40 ปี คงอยู่กับลูกค้าไปเรื่อยๆ ไม่เคยคิดทำธุรกิจฉาบฉวยเพียงครั้งเดียวเลิก อย่างธุรกิจที่แตกไลน์มานั้น ทุกอย่างเป็นธุรกิจที่เสริมซึ่งกันและกัน ถ้าเรานำเครื่องจักรคุณภาพไม่ดีมาขาย ย่อมกระทบกับธุรกิจสีไปด้วย ฉะนั้นเราเน้นเรื่องคุณภาพ กลั่นกรองเป็นอย่างดี แม้แต่สินค้าที่บริษัทไม่ได้ผลิตเอง ก็จะเข้มงวดในการคัดเลือกมานำเสนอให้กับลูกค้า”

สินค้าต้องตอบโจทย์ลูกค้า
นอกจากจะเน้นเรื่องคุณภาพแล้ว บริษัทยังเน้นการพัฒนาสินค้าให้เหมาะกับกลุ่มลูกค้า เทรนด์ตลาดโลกและกระแสผู้บริโภค อาทิ สี pigment ที่บริษัทเป็นผู้ผลิตเองและได้โนว์ฮาวจากญี่ปุ่นมาตั้งแต่แรก หลังจากนั้น ได้คิดค้น พัฒนา ต่อยอดเทคโนโลยี โดยดูความต้องการลูกค้าเป็นหลัก เมื่อ 2 ปีที่แล้ว เทรนด์สีสะท้อนแสงมาแรง บริษัทก็ผลิตสี pigment ทั้งสีพิมพ์และสีย้อม ให้เข้ากับเทรนด์นั้น ทำให้สี pigment เป็นหนึ่งในสินค้าที่สามารถส่งออกได้ปีละหนึ่งพันตันขึ้นไป

 


“การผลิตสินค้าก็ต้องอาศัยความเร็วในการจับเทรนด์ตลาดและผู้บริโภค ช่วงสองปีที่แล้วผมสังเกตว่าการ์เมนท์ดายที่ส่งไปยุโรป เป็นสีสะท้อนแสงเยอะมาก ผมเองได้มีโอกาสคุยกับเพื่อนชาวยุโรป เขาบอกว่าเนื่องจากเศรษฐกิจยุโรปไม่ดี ต้องมีอะไรกระตุ้นอารมณ์ อยากสวมเสื้อผ้าสีที่สดใส” คุณต่อพันธุ์ กล่าวพร้อมกับบอกว่า ขณะนี้เทรนด์เรื่องสิ่งแวดล้อมกำลังมาแรง ลูกค้าบริษัทใหญ่ๆ หลายรายเริ่มถามถึงมาตรฐานสิ่งแวดล้อมต่างๆ อาทิ Oeko-Tex, bluesign สิ่งเหล่านี้ถือเป็นแรงกระตุ้นให้บริษัทพัฒนาสินค้าสีเขียว (Green Products)

“ฉะนั้นแม้แต่เครื่องจักรที่ใช้ในอุตสาหกรรมบริษัทก็เน้นที่ต้องไม่ทำลายเรื่องสิ่งแวดล้อม จึงได้นำเครื่อง Ozone washing หรือเครื่อง G2 จากประเทศสเปน เป็นเครื่องสำหรับฟอกยีนส์ ผ้าฝ้าย ภายในเครื่องไม่ต้องใช้น้ำแต่ใช้ก๊าซฟอกจึงไม่ต้องมาซักล้าง ช่วยประหยัดน้ำ 60% ลดต้นทุนการบำบัดน้ำ ช่วยสิ่งแวดล้อม และยังลดเวลา”

ล่าสุดปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา บริษัทได้รับเกียรติจากสมาคมอุตสาหกรรมฟอก ย้อม พิมพ์ และตกแต่งสิ่งทอไทย ให้ไปนำเสนอสินค้าซึ่งไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมให้กับสมาชิกสมาคมฯ ได้รับทราบเกี่ยวกับเคมีตัวใหม่ชื่อ Apcopon TCW เป็นเคมีสำหรับ Soaping มีคุณสมบัติคือ ไม่ต้องผ่านกระบวนการล้างสีดิสเพิร์สที่ติดบนผ้า (Reduction Cleaning Process)  และสามารถลดอุณหภูมิในการ Soaping จาก 98 องศา เหลือเพียง 80 องศา ไม่ต้องเสียเวลา cooling  ประหยัดเวลาได้ถึงเกือบ 2 ชั่วโมง ช่วยลดพลังงาน

“นอกจากนี้ยังมีเคมีทำนุ่ม (Softener)  แบรนด์ miDori ® เป็นภาษาญี่ปุ่นแปลว่า เขียว แต่เคมีตัวนี้เป็นผลิตภัณฑ์จากสวิสเซอร์แลนด์ ผลิตจากเมล็ดพืช ซึ่งขณะนี้แบรนด์ อาดิดาส ไนกี้ ได้สั่งสินค้าตัวนี้เข้าสู่ไลน์การผลิต เพื่อใช้กับเสื้อผ้าฟุตบอลชุดใหม่ที่จะใช้โปรโมทในรายการแข่งขันฟุตบอล world cup 2014 ที่บราซิล” คุณภาวิต กล่าวเสริม

เมื่อถามถึงวิธีการบริหารสินค้าที่มีกว่า 400 รายการอย่างไรนั้น คุณภาวิต ชี้แจงให้ฟังว่า บริษัทได้นำระบบ ERP: Enterprise Resource Planning เข้ามาช่วยในการจัดการและวางแผนการใช้ทรัพยากรต่างๆ ขององค์กร โดยเชื่อมโยงระบบต่างๆ ขององค์กรเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ระบบงานทางด้านบัญชีและการเงิน ระบบงานทรัพยากรบุคคล ระบบบริหารการผลิต รวมถึงระบบการกระจายสินค้า โดยที่มีฐานข้อมูลเก็บข้อมูลทุกอย่างไว้ที่เดียวกัน เพื่อป้องกันความซ้ำซ้อนของข้อมูล และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรข้อมูลให้ได้ประโยชน์สูงสุด

Moving Forward
สำหรับก้าวต่อไปของ พิสิษฐ์ กรุ๊ป นั้น ผู้บริหารทั้งสองยืนยันหนักแน่นเป็นเสียงเดียวกันว่า สิ่งแรกคือสานต่อนโยบายขององค์กรคือต้องรักษาฐานลูกค้าเดิมให้ดี พร้อมกับพัฒนาสินค้าให้ดีขึ้น ปัจจุบันธุรกิจสิ่งทอยังเป็นธุรกิจหลักขององค์กรประมาณ 60% ของธุรกิจทั้งหมด โดยบริษัทได้ขยายธุรกิจอีก 2 ประเภทคือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจจำหน่ายสารเคมีในวงการชุบโลหะให้กับผู้ประกอบการในกลุ่มยานยนต์และอิเลกทรอนิกส์

“อย่างไรก็ตามสิ่งทอก็ยังคงเป็นธุรกิจหลักของบริษัทต่อไป ผมว่าธุรกิจสิ่งทอยังคงไปได้ เพียงแต่อาจไม่เติบโตมากเหมือนอดีต แต่ทุกวันนี้ก็ยังมีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอุปกรณ์เครื่องทดสอบในห้องแลปยังขายได้เรื่อยๆ เพราะเป็นการลงทุนที่จะช่วยลดการสูญเสียในการทำงานจริง แม้แต่เครื่องจักรระบบอัตโนมัติ เครื่องจักรที่ช่วยประหยัดพลังงาน หรือซอฟท์แวร์ในการ์เมนท์ก็ยังไปได้สวย ฉะนั้นสิ่งที่บริษัทจะดำเนินการต่อไปคือการรักษาฐานลูกค้าให้ดี พัฒนาสินค้าใหม่ๆ ให้ตรงกับความต้องการลูกค้า รวมทั้งพนักงานที่บุกเบิกมาด้วยกันถือว่าเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญขององค์กร” คุณต่อพันธุ์ กล่าวทิ้งท้าย

เพราะความใส่ใจทุกๆ สิ่งตั้งแต่พนักงานในองค์กรจนถึงลูกค้า เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ พิสิษฐ์อินเตอร์กรุ๊ป ก้าวมาถึง 40 ปีและก้าวไปข้างหน้าคู่กับธุรกิจสิ่งทอไทย