Switch to: uk
26 March 2017 21:17PM

รู้จัก “ฝ้าย” เส้นใยธรรมชาติที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

22 Apr 09 ,  คอตตอน ยูเอสเอ
  • 0
"ฝ้าย" นอกจากจะให้สัมผัสความนุ่มสบายอย่างเป็นธรรมชาติกับผู้สวมใส่แล้ว ยังช่วยระบายความร้อนได้ดี เหมาะสมกับภูมิอากาศที่มีอุณหภูมิสูงขึ้น
  photo_31.jpg

ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นทุกๆ วัน จากผลกระทบของภาวะโลกร้อน ทำให้ผู้คนทั่วโลกรวมถึงคนไทยเริ่มตื่นตัว และปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตให้เข้ากับสถานการณ์และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ความนิยมในการใส่เสื้อผ้าที่ทำมาจาก "ฝ้าย" เริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้วยคุณสมบัติของฝ้าย ที่นอกจากจะให้สัมผัสความนุ่มสบายอย่างเป็นธรรมชาติกับผู้สวมใส่แล้ว ยังช่วยระบายความร้อนได้ดี เหมาะสมกับภูมิอากาศที่มีอุณหภูมิสูงขึ้น

สำหรับคนไทยแล้ว มีผลสำรวจจาก "คอตตอน ยูเอสเอ" พบว่า คนไทยนิยมสวมใส่เสื้อผ้าที่ผลิตจาก "เส้นใยฝ้าย" นอกจากนี้มีจำนวนผู้บริโภคชาวไทยเกือบครึ่งหนึ่งรับรู้ว่า "เสื้อผ้าที่ทำจากเส้นใยธรรมชาติ" เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยกลุ่มอายุที่ให้ความใส่ใจกับรายละเอียดเส้นใยของเสื้อผ้ามากที่สุดคือ ช่วงอายุ 35-44 ปี ด้วยวิธีการตรวจสอบรายละเอียดบนป้ายของสินค้า และผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าที่ใช้ฝ้ายเป็นวัตถุดิบในการตัดเย็บที่ได้รับความนิยมสูงสุดในไทยคือเสื้อผ้าสำหรับเด็ก เนื่องจากพ่อแม่ส่วนใหญ่ได้คำนึงถึงคุณภาพชุดของลูกน้อยที่สวมใส่ ซึ่งจะต้องมีความอ่อนนุ่ม ไม่ระคายเคืองต่อผิว ระบายอากาศได้ดี และทนทานอีกด้วย

นายไกรภพ แพ่งสภา ตัวแทนคอตตอน ยูเอสเอ ประเทศไทย กล่าวว่าปัจจุบัน สหรัฐอเมริกา เป็นประเทศที่ส่งออกฝ้ายมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก ด้วยปริมาณการผลิต 2.85 ล้านตัน
"ปัจจุบันประเทศไทยสามารถปลูกฝ้ายได้เพียง 1% ของปริมาณความต้องการของผู้บริโภคทั้งประเทศและการผลิตเพื่อการส่งออกเพราะสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศไม่เอื้ออำนวย ทำให้ผลผลิตฝ้ายในแต่ละปีมีปริมาณต่ำกว่าความต้องการของผู้บริโภคเป็นอย่างมาก โดยปัจจุบันประเทศไทยเป็นประเทศที่นำเข้าฝ้ายเป็นอันดับที่ 6ของโลก"

cotton_usa_0279.gifปี พ.ศ. 2552 ปีสากลแห่งเส้นใยธรรมชาติ

นายไกรภพ กล่าวว่า ในปีนี้องค์การอาหารและเกษตรกรรมแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations: FAO) ได้กำหนดให้ปีนี้เป็น "ปีสากลแห่งเส้นใยธรรมชาติ" (International Year of Natural Fibres) เพื่อให้ผู้คนทั่วโลกได้รู้จักประโยชน์ของเส้นใยธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยปัจจุบันมีปริมาณการผลิตเส้นใยธรรมชาติมากกว่า 30 ล้านตันต่อปี เส้นใยธรรมชาติเหล่านี้ถูกนำไปใช้ผลิตในอุตสาหกรรมทอผ้ามากมาย (Source: www.naturalfibres2009.org - Some 30 million tones of natural fibres are produced annually.  Natural fibres form an important component of clothing, upholstery and other testiles.) โดยเส้นใยธรรมชาติเป็นผลผลิตจากธรรมชาติที่สามารถปลูกทดแทนได้และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเส้นใย "ฝ้าย" ที่นอกจากจะให้สัมผัสความนุ่มสบายอย่างเป็นธรรมชาติกับผู้สวมใส่แล้ว ต้นฝ้ายยังเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นมิตรทั้งต่อผู้บริโภคและสภาพแวดล้อม

นายไกรภพ กล่าวต่อว่า "คอตตอน ยูเอสเอ (COTTON USA) เป็นหน่วยงานหนึ่งของคอตตอน   เคาน์ซิล อินเตอร์เนชั่นแนล (Cotton Council International) จากประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนและส่งเสริมกิจกรรมด้านโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับฝ้าย โดยในปัจจุบันคอตตอน      ยูเอสเอ มีตัวแทนประจำในประเทศต่างๆ กว่า 17 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมทั้งประเทศในกลุ่มทวีปเอเชีย ละติน  อเมริกา และยุโรป นอกจากนี้ ยังมี คอตตอน อินคอร์ปอเรท (Cotton Incorporated) ซึ่งเป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่ทำงานร่วมกันกับคอตตอน ยูเอสเอ เพื่อศึกษาวิจัยรวมถึงการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆที่เกี่ยวข้องกับฝ้าย และนำข้อมูลที่ได้มาเผยแพร่ให้กับผู้ประกอบการหรือผู้ผลิตนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

"คอตตอน ยูเอสเอ และคอตตอน อินคอร์ปอเรททำงานร่วมกันภายใต้วัตถุประสงค์เดียวกัน และสอดคล้องกับแนวทางหลักของสหประชาชาติที่กำหนดให้ปีนี้เป็นปีสากลแห่งเส้นใยธรรมชาติ นั่นคือ สนับสนุนให้ผู้บริโภคมีการรับรู้ที่ดีเกี่ยวกับฝ้ายและบริโภคฝ้ายเพิ่มมากขึ้น ภายใต้แนวคิด "ฝ้ายคือสิ่งที่มาจากธรรมชาติ สามารถทำการปลูกทดแทนและย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ" (Natural -Renewable) โดยมุ่งเน้นสนับสนุนการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและมีความปลอดภัยต่อสภาพแวดล้อมในแบบยั่งยืน" นายไกรภพ กล่าว

วงจรสีเขียวของ "ฝ้าย" คอตตอน ยูเอสเอ

cotton6.jpg

"ฝ้าย" เป็นเส้นใยธรรมชาติที่สามารถปลูกทดแทนได้ และผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากฝ้ายก็สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติอีกด้วย โดยต้นฝ้าย 1 ต้นประกอบด้วย เมล็ด เส้นใย และกากฝ้าย ทุกส่วนประกอบของต้นฝ้ายเกษตรกรสามารถนำมาแปรรูปใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด โดยเมล็ดสามารถนำมาสกัดเป็นน้ำมันเล็ดฝ้ายเพื่อใช้ในการประกอบอาหาร ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการ และมีโปรตีนสูง ส่วนเส้นใยจะนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเป็นเส้นด้าย เพื่อส่งต่อไปยังกระบวนการทอผ้านำมาผลิตเป็นเสื้อผ้าและสิ่งทอต่างๆ ที่มีผิวสัมผัสนุ่มสบาย ไม่ระคายเคืองผิว สวมใส่ได้ทุกฤดูกาล อีกทั้งยังสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ สุดท้ายกากฝ้ายยังสามารถทำเป็นปุ๋ยชีวภาพได้อีกด้วย

วงจรชีวิตของฝ้าย เริ่มจากการเพาะปลูกเมล็ดฝ้ายในพื้นที่ที่มีสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศที่เหมาะสม โดยต้นฝ้ายจะเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศที่แห้งแล้ง หลังจากนั้นต้นฝ้ายจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือนในการเจริญเติบโตจนดอกฝ้ายกลายเป็นสมอฝ้าย เกษตรกรจึงเริ่มเก็บเกี่ยวและคัดแยกใยฝ้ายและส่งต่อให้กับผู้ผลิตในรูปของฝ้ายดิบที่มีหน่วยวัดเป็นเบลล์ (Bale) เพื่อเข้าสู่กระบวนการแปรรูปไม่ว่าจะเป็นการปั่นด้าย การทอผ้า การตัดเย็บและการจำหน่ายสู่ท้องตลาด

นายไกรภพ กล่าวต่อว่า มลรัฐเท็กซัส สามารถผลิตฝ้ายได้มากเกือบครึ่งหนึ่งของฝ้ายที่ผลิตในสหรัฐอเมริกาทั้งหมด เนื่องจากมีพื้นที่ในการเพาะปลูกมาก และสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสม ทำให้สหรัฐอเมริกาประเทศที่ปลูกฝ้ายมากเป็นอันดับ 3 ของโลก มีอุปทานฝ้ายในการส่งออกตลอดทั้งปีเพื่อป้อนความต้องการของตลาดฝ้ายทั่วโลก
"มากกว่า 30 ปีที่คอตตอน ยูเอสเอและกลุ่มผู้ปลูกฝ้ายสหรัฐอเมริกาได้เล็งเห็นถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กำลังเกิดขึ้น จึงได้ร่วมกันพัฒนาแนวทางการเพาะปลูก เพื่อให้กระบวนการเพาะปลูกมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ทั้งการใช้พื้นที่เพาะปลูก ปริมาณน้ำและสารเคมีที่ใช้"

cotton2.jpgcotton1.jpgcotton4.jpgcotton5.jpg

วงจรสีเขียวของ "ฝ้าย" คอตตอน ยูเอสเอ

ใช้พื้นที่ปลูกน้อยลง เมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลปี 1992 ที่พื้นที่ 44 ล้านเอเคอร์ปลูกฝ้ายได้ผลผลิต 18 ล้านเบล แต่ปัจจุบันใช้พื้นที่แค่ 14 ล้านเอเคอร์เท่านั้น ลดการใช้พื้นที่ในการเพาะปลูกได้ถึง 3 เท่า

ใช้น้ำในการเพาะปลูกน้อยลง ฝ้ายเป็นพืชที่ทนต่อสภาพแห้งแล้งดี การพัฒนาดังกล่าวได้เน้นการวางแผนระบบชลประทาน โดยให้มีการจดบันทึกปริมาณน้ำที่ใช้ในการเพาะปลูกตลอดเวลาเพื่อสามารถวางแผนการใช้ทรัพยากรน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ใช้สารเคมีน้อยลง ฝ้ายเป็นพืชที่ทนต่อแมลงศัตรูพืช การพัฒนาดังกล่าว ได้จัดให้มีการตรวจสอบปริมาณการใช้สารเคมียาฆ่าแมลงอย่างเป็นระบบต่อเนื่อง โดยในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ปริมาณการใช้สารเคมีกับแปลงปลูกฝ้ายลดลงในอัตราครึ่งหนึ่ง

cotton3.jpg

ลดการไถพรวน (ทำให้เกิดการปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศลดลง) ด้วยระบบการปลูกพืชเชิงอนุรักษ์ที่ลดการไถพรวนลง ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนจากเครื่องจักรที่ใช้ในแปลงเพาะปลูกและพื้นดิน ซึ่งหากเปรียบเทียบแล้วเท่ากับการลดปริมาณรถยนต์บนท้องถนนถึง 27,000 คันทีเดียว
นายไกรภพ กล่าวต่อว่า "นอกจากนี้ ยังได้มีการสำรวจโดยคอตตอน อินคอร์ปอเรท พบว่า ต้นฝ้ายที่ปลูกบนพื้นที่ 1 ไร่ ในเวลา 1 ปี สามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 2,300 กิโลกรัม ซึ่งนำมาสังเคราะห์เป็นเส้นใย น้ำมัน โปรตีน เป็นต้น และยังสามารถผลิตก๊าซออกซิเจนออกสู่ชั้นบรรยากาศโลกได้ถึง 1,600 กิโลกรัม ซึ่งเพียงพอสำหรับครอบครัวที่มีสมาชิก 5 คน โดย 1 ครอบครัว สามารถใช้หายใจได้ถึง 1 ปี

"นอกจากคอตตอน ยูเอสเอ มีบทบาทในกระบวนการผลิตฝ้ายแล้ว ยังมีบทบาทสำคัญกับกลุ่มเกษตรกรและกลุ่มผู้ผลิตที่เป็นไลเซนซีของคอตตอน ยูเอสเอ โดยการริเริ่มโปรแกรมที่มีชื่อว่า "ซัพพลาย เชน มาร์เก็ตติ้ง" คือการแนะนำให้ทั้งสองกลุ่มมีโอกาสพบปะกันเพื่อทำให้เกิดการซื้อขายไม่ว่าจะเป็นการจัด COTTON USA Orientation Tour คือการพากลุ่มผู้ผลิตไปชมกรรมวิธีการเพาะปลูกฝ้ายที่ไร่เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ผลิตถึงคุณภาพของฝ้ายที่มาจากสหรัฐอเมริกา การจัดงานประชุมสัมมนาต่างๆ เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมฝ้าย และการเข้าร่วมเทรดโชว์ที่จัดขึ้นทั่วโลก โดยผู้ผลิตเหล่านี้ยังได้รับสิทธิ์ในการติดป้ายสัญลักษณ์ของคอตตอน ยูเอสเอ บนผลิตภัณฑ์ เพื่อยืนยันว่าผลิตภัณฑ์นั้นๆ ผลิตจากใยฝ้ายธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นฝ้ายสหรัฐอเมริกาไม่น้อยกว่า 50%" นายไกรภพ กล่าว

นายไกรภพ กล่าวสรุปว่า "เพื่อร่วมเฉลิมฉลองที่องค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้ปีนี้เป็น "ปีสากลแห่งเส้นใยธรรมชาติ" (International Year of Natural Fibers)" ในปีนี้คอตตอน ยูเอสเอ ได้จัดประกวดออกแบบลวดลายบนเสื้อยืดที่ผลิตจากฝ้าย 100% ระดับนานาชาติกับผู้บริโภคในหลายประเทศ อาทิ ประเทศไทย ฮ่องกง จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลี ทวีปอเมริกากลาง และยุโรป เพื่อให้ผู้บริโภครู้จักเส้นใยธรรมชาติมากขึ้นและเน้นย้ำให้ผู้บริโภคตระหนักถึงคุณค่าของเส้นใยธรรมชาติที่มีต่อพวกเขาและสิ่งแวดล้อม"